HOT HIT
รีวิวงาน River City Casino and Hotel, Saint Louis, Missouri 
Spring 2026 

1. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 4 คับ
2. รายละเอียดงาน 
Agency : Acadex ![]()
![]()
Position : Cook ![]()
Rate : 18 $/hr
OT : 27 $/hr
Free House ![]()
อันนี้เริ่ดมากก พักในห้องแขกในโรงแรมเลยย 1 คนต่อ 1 ห้อง ฟินนๆ ![]()
Work : 7 March – 15 June (3 เดือนครึ่ง)
ทำแค่งานเดียวเลยย คืนทุนนะคับบ
ต้องเกริ่นก่อนว่า เรายังไม่เคยเห็นรีวิวที่โรงแรมนี้มาก่อน ตอนเลือกไปก็รู้สึกว่าแอบกังวลอยู่เพราะว่าไม่รู้ว่าจะดีไหม
แต่ที่หายกังวลไปเพราะรู้มาว่าโรงแรมนี้เป็นโรงแรมเครือเดียวกับ Hollywood ซึ่งมีรีวิวกันเยอะพอสมควรจากเพื่อนๆในกลุ่ม ซึ่งเราได้เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็จะทำงานกันที่โรงแรมนี้ เด็กไทยที่โรงแรมนี้จะเยอะมาก แต่ว่าอยู่อีกเมืองนึง ซึ่งโรงแรมเราในปีที่เราไปช่วงสปริงรวมกับเด็กซัมเมอร์รวมเราแล้วมีคนไทยประมาณ 5 คนคับบ แต่ก็โดยรวมดีตรงที่ว่าในบางช่วง HR ก็อาจจะมีจัดทริปบางอาทิตย์ให้เราได้มาเจอกัน และไปในที่ต่างๆในดาวทาวน์ หรือบางช่วงก็จะมี us spon ที่จัดงานให้เด็กที่ทำงานในรัฐนี้ได้มาเจอกันด้วย![]()
งาน : เรารู้สึกว่าชอบที่นี่มากก
เรารู้สึกว่าสามารถ work life balance ได้เลย ถ้าแบบไม่ได้อยากทำงานหนักเกินไป เราทำงานที่ร้าน Beerhouse ในโรงแรมเลย โดยที่โรงแรมจะแยกส่วนชัดเจนระหว่างโซนโรงแรมกับโซนคาสิโน ซึ่งที่เราทำงานจะมีข้อกำหนดชัดเจนเลยว่าไม่ให้ J1 เข้าไปในโซนคาสิโน ซึ่งพนักงานที่จะเข้าโซนนี้ได้จะต้องมีบัตรที่สามารถเข้าในโซนคาสิโนได้โดยเฉพาะ ฉะนั้นในการทำงานของเราก็แทบจะไม่ได้เข้าไปยุ่งในส่วนของคาสิโนเลยย
สำหรับหน้าที่ที่เราได้ทำในร้านอาหารก็จะเป็นตำแหน่ง cook มีอะไรให้ทำหลายอย่างมาก ซึ่งตารางงานก็จะแบ่งเป็นกะเช้าและกะเย็น แต่ช่วงแรกที่มาเราได้ทำงานกะเช้า 6 โมงเช้าถึงบ่าย 2 เราชอบตรงที่ว่าเมเนจัดตารางงานให้เราแบบได้ชั่วโมงงานตามในสัญญาเลย คือได้ประมาณ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งในช่วงแรกที่ทำ ถ้ามีพนักงานบางคน call off เมเนก็จะโทรมาหาเราให้เรามาทำแทน ซึ่งในส่วนนี้เราก็จะได้ ot ไป แล้วเดือนแรกเราแทบได้วันหยุดหนึ่งวันต่อสัปดาห์เกือบทุกอาทิตย์เลย ก็คือได้ชั่วโมงงานฉ่ำมากช่วงเดือนแรกที่มา ซึ่งชั่วโมงงานก็จะขึ้นอยู่กับความ busy หรือ slow ในแต่ละสัปดาห์เลย เพราะถ้าช่วงอาทิตย์ไหนที่มีคอนเสิร์ตมาจัดที่โรงแรม ร้านอาหารก็จะยุ่งมากๆ แต่ช่วงที่ slow เดือนหลังๆที่เราทำงานบางวันเมเนก็ให้กลับก่อน
ในช่วงเข้า summer เราก็จะเริ่มได้ชั่วโมงงานน้อยแล้ว ไม่เกิน 40 ชม.ต่อสัปดาห์ แต่ก็ยังได้เกิน 32 ชม.ต่อสัปดาห์อยู่ ![]()
เนื้องานที่ได้ทำส่วนใหญ่ก็จะ overall มากๆ แต่พอทำช่วงกะเช้า ก็จะได้ทำพวก prep ของต่างๆ ตอนเช้าจะได้เตรียมเปิดร้าน เตรียมซุปต่างๆ ซึ่งที่ร้านจะแบ่งเมนูเป็น Breakfast กับ Dinner ช่วง 7 โมงถึง 11 โมงก็จะเป็นพวก Breakfast เมนูก็หลากหลายมาก ส่วนใหญ่ลูกค้าจะสั่ง Pancake และ Skillet กันเยอะมากๆ ช่วงแรกๆที่ทำรู้สึกว่างานหนัก เพราะเราไม่เคยทำงานในครัวแบบทั้งวันขนาดนี้มาก่อน เพราะกะนึง 8 ชั่วโมง แล้วมันไม่มีเวลาพักแน่นอน แล้วแต่เราจะพักเองเลย ซึ่งบางวันไม่ได้พักเลย ยืนวนไป 8 ชั่วโมง555 แล้วส่วนใหญ่มักจะใช้แรงยกของเยอะด้วย พวกตะกร้าทอดเฟรนฟรายช่วงแรกๆคือรู้สึกหนักมาก5555 แต่หลังๆก็เริ่มชินละะ
ต้องเกริ่นก่อนว่าตอนช่วงแรกๆ ที่เรามาทำงาน เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าในช่วง spring จะมีเราแค่คนเดียวที่เป็น J1 ที่มาจากไทย5555 สรุปก็คืออยู่คนเดียวจริงๆ แต่ก็แลกมากับการที่ได้มีห้องเป็นของตัวเอง เราชอบมากตรงที่ว่าที่นี่ให้ห้องส่วนตัวกับ J1 เลยแบบ 1 คนต่อ 1 ห้อง แล้วไม่ต้องจ่ายค่าบ้านอีก บอกเลยว่าฟินมาก555
งานสอง : เราไม่ได้หางานสองเลยน้า เพราะว่ารอบๆโรงแรมเรา ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่บ้านคนอยู่อาศัย แล้วก็เป็นพื้นที่สำหรับพวกโรงงานใหญ่ๆ แต่ว่างานรู้สึกว่าหาได้ง่ายนะแต่ว่าอาจจะต้องออกไปหาแถวดาวทาวน์ ซึ่งก็อาจจะต้องหารถบัสนั่งไปเอง หรือว่าต้องเรียกอูเบอร์ไปเอง อาจจะต้องสู้ชีวิตนิดนึง![]()
แต่อันนี้ก็เป็นแบบแล้วแต่ข้อปฏิบัติในแต่ละช่วงของ J1 ที่ HR กำหนดน้า คือโรงแรมเราในช่วงสปริงตอนแรกที่เราไปเดือนแรก เราสามารถหาทำงานในแผนกอื่นนอกจากงานหลักของเราได้ อาจจะเป็นการทำงานในช่วงวันหยุด หรือว่าในช่วงหลังจากงานหลักแล้ว ถ้าแบบเป็นตารางเวลาที่ตรงกันจริงๆ แต่เราก็จะต้องคุยกับเมเนในแต่ละแผนกที่เราจะทำ เพื่อให้เมเนได้คุยกันในเรื่องการจัดตารางงานของเรา อย่างเช่น ทำ housekeeping หรือ General cleaning แต่ทางนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในช่วงที่โรงแรมยุ่งหรือมีแขกเยอะไหม แล้วเมเนของแผนกเราได้อนุญาตให้เราทำแล้วด้วย แล้วถ้าในช่วงนั้นไม่ได้มีเด็ก J1 เยอะ ก็อาจสามารถทำได้ แต่เรารู้สึกว่าหลังจากที่เด็กซัมเมอร์เริ่มมา ส่วนใหญ่เพื่อนสปริงเราก็จะไม่ได้ทำงานสองกันแล้วเพราะว่ามีคนมาทำในส่วนนั้นแล้ว เพราะถ้าเราทำหลายแผนกบางทีอาจจะเกิดปัญหาในเรื่องของการนับชั่วโมงงาน เพราะแบบเพื่อนเราบางคนก็โดนนับชั่วโมงงานเป็น ot ไปเลยไรงี้ เมเนก็เลยไม่ค่อยอนุญาตให้ทำแผนกอื่นเท่าไหร่![]()
ที่พัก
: สำหรับเด็ก J1 ทุกคนที่ทำที่โรงแรมนี้ จะได้พักห้องในโรงแรมแบบเดียวกับแขกเลยคับบ แบบ 1 คนต่อ 1 ห้องง
ส่วนตัวเราชอบโรงแรมนี้เพราะว่าแบบติดแกรมมาก555 แสงสีส้มฉ่ำ ถ่ายรูปสวยมากก
แต่ก็จะแลกมากับการที่เราทำอาหารในห้องไม่ได้ เพราะว่าใช้กฎเดียวกับโรงแรมทั่วไปเลย แต่เวลาเรามาที่นี่ครั้งแรก HR จะให้ถุงเหมือนฟีลถุงยังชีพให้เด็ก J1 ทุกคน จะมีของกินให้เยอะมาก เช่นพวกน้ำ ขนมต่างๆ ยาสีฟัน หรือของใช้จำเป็นต่างๆให้พวกเราก่อน และจะให้ไมโครเวฟ 1 คนหนึ่งต่อ 1 ห้องเลย ก็อาจจะทำได้แค่อาหารเวฟ ไรงี้ ฟินน
3. เมืองและรัฐ สภาพแวดล้อมที่เราอยู่ 
เราอยู่ที่เมือง Saint Louis รัฐ Missouri 
ต้องมาเล่าถึงตัวรัฐ Missouri ก่อน เรารู้สึกว่ารัฐนี้จะไม่ใช่รัฐท่องเที่ยวขนาดนั้น แล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐที่มีเมืองใหญ่หรือมีตึกสูงเยอะๆ ถ้าแบบเทียบกับรัฐอื่น ๆ ที่เราอาจจะเห็นตึกสูงๆ ถ้าเป็นส่วนที่มีตึกสูงๆ เยอะ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่บริเวณ Downtown ของ Saint Louis เลย เรารู้สึกว่ารัฐนี้ค่อนข้างเป็นเมืองสำหรับคนที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะมากกว่า คือที่ท่องเที่ยวจริง ๆ ก็มีเยอะนะ แต่ว่าอาจจะต้องถามคนในท้องที่หรือคนที่อยู่ที่นี่ว่าเขาแนะนำให้ไปที่ไหนบ้าง เพราะบางสถานที่เราอาจจะไม่รู้จักถ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ เรารู้สึกว่าที่นี่ตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบความสงบ ไม่ได้มีนักท่องเที่ยวเยอะหรือวุ่นวายเหมือนเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ แล้วเราว่าข้อดีก็คือมันเป็นเมืองที่เน้นสำหรับคนอยู่อาศัย เลยทำให้สถานที่ที่เราต้องใช้ในการใช้ชีวิตอยู่เมกาหาได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร สำนักงานที่ทำ SSN สถานพยาบาลต่างๆ หรือร้านสะดวกซื้อ คือมันหาง่ายมาก เพราะมันเป็นเมืองที่มีคนอยู่อาศัยจริงๆ เราเลยรู้สึกว่าแทบทุกอย่างที่เราต้องใช้ในชีวิตประจำวันสามารถหาได้ในเมืองนี้เลย และถึงจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ถ้าในวันหยุดอยากไปเที่ยว Chicago เราสามารถนั่งรถไฟ Amtrak ไปได้ ใกล้มากๆ นั่งไปประมาณ 4 ชั่วโมง
สำหรับเมือง Saint Louis ที่โรงแรมเราตั้งอยู่ก็จะมีดาวน์ทาวน์ จะมีตึกสูงๆเยอะ สำหรับเรารู้สึกว่าถึงอาจจะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ แต่ว่าก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น Gateway Arch สถานที่สำคัญของคนที่นี่ ตอนมาที่นี่เรารู้สึกชอบมาก เพราะว่าบรรยากาศดีและอยู่ใกล้แม่น้ำด้วย ที่เราไปตอนนั้นยังเป็นช่วงสปริง อากาศก็จะหนาวมากสำหรับเรา555 ต้นไม้ก็จะยังเป็นกิ่งก้านอยู่เลย เรารู้สึกว่าเวลาไปเที่ยวดาวน์ทาวน์จะมีที่ให้เที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นพิพิธภัณฑ์หลายๆแบบเช่นพิพิธภัณฑ์ old mootcourt ประมาณนี้ แต่ที่เราชอบไปมากแล้วไปอยู่บ่อยๆก็คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ saint louis art มีศิลปะหลากหลายแล้วแบ่งแยกเป็นสัดส่วนชัดเจน และแบ่งแยกเป็นหลายทวีป ซึ่งมันน่าสนใจมากสำหรับคนที่ชอบประวัติศาสตร์ ฟินน คือเป็นที่ที่แบบไปอยู่ทั้งวันในวันหยุดมันฟินมาก แล้วข้างๆก็จะมีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่พายเรือได้ ซึ่งมันฟินมาก แล้วก็ในละแวกนั้นก็จะมีสวนสัตว์ที่ใหญ่มากๆ เหมือนจะใหญ่ติดอันดับในเมกาเลย แล้วเป็นสวนสัตว์ที่เข้าฟรีด้วยย ซึ่งเราไปบ่อยมาก แล้วที่สำคัญก็คือที่สวนสัตว์นี้เค้ามีน้องหมีขาว ซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ฟินนะะ เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนในวันหยุดแบบชิลๆ ![]()
เพิ่มเติมในส่วนของการเดินทางไปในที่ต่างๆ ส่วนใหญ่เวลาเดินทาง เราจะนั่ง Uber ส่วนใหญ่ และเมืองนี้ก็มีบัสเหมือนกันนะ ถูกกว่า แต่ว่าอาจจะต้องใช้เวลานิดนึง เพราะรถบัสก็มาตามรอบ อาจจะต้องโหลดแอพดูว่ารถบัสมาตอนไหน แนะนำแอพชื่อว่า Transit ไปทีนึงก็ครั้งละ 1-2 ดอล
สำหรับความประทับใจในการไปเวิร์คของเราในครั้งนี้
ต้องเกริ่นก่อนว่ารอบนี้เป็นครั้งที่ 2 ของการมาเวิร์ค แล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้มาอีกเมื่อไหร่เพราะว่าตัวเองก็เรียนจบแล้ว
เลยรู้สึกว่ามาเวิร์ครอบนี้ก็อยากทำให้คุ้มค่ามากๆ แต่ว่ารอบนี้ที่มาก็ทำให้ได้เติบโตขึ้นอีกเหมือนกัน เพราะว่าเราเป็นคนไทยคนเดียวในช่วงสปริงที่มาเวิร์คในโรงแรมนี้
เพื่อนส่วนใหญ่ก็จะมาจากเอกวาดอร์ที่ทำในช่วงสปริง ช่วงแรกที่มาก็เหงามากๆ555 เพราะว่าไม่รู้จะคุยกับใคร แต่ในที่สุดก็ได้เมคเฟรนกับเพื่อนคนอื่นๆ และได้สนิทกันมากขึ้นจากการไปซื้อของด้วยกัน ออกไปที่ต่างๆด้วยกัน ช่วงแรกๆก็เลยสอนให้เราได้เรียนรู้ในการอยู่ได้ด้วยตัวเอง และฝึกปรับตัวเข้ากับผู้อื่น รวมถึงได้ฝึกปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทั้งในการทำงานแล้วก็ในการเข้าสังคมกับเพื่อนๆ ![]()
ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนไทยคนเดียวในช่วงสปริงที่มาทำงานในโรงแรมนี้ แต่ข้อดีอีกอย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือเราจะได้ฝึกภาษาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากจะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับคนในที่ทำงานรวมถึงเพื่อนๆ ก็ทำให้ได้พัฒนาภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ![]()
![]()
สำหรับสิ่งที่ได้มาจากการทำงานที่ร้านอาหารที่โรงแรมนี้ เหมือนเราได้ฝึกทักษะในการทำงานต่างๆในครัว รวมถึงการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่น แน่นอนว่าต้องได้ใช้ภาษาอังกฤษแน่นอน ถึงแม้ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ เพราะว่าเป็นตำแหน่งที่อยู่ในครัวทำแต่อาหาร แต่จริงๆแล้วตำแหน่งนี้ต้องใช้การสื่อสารมากๆ กับทั้งเพื่อนร่วมงานแล้วก็เชฟ เนื่องจากร้านอาหารที่เราทำมีอาหารหลายเมนูมาก บางออเดอร์ก็อาจจะมีสิ่งที่ลูกค้าต้องการเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ถ้าเราไม่เข้าใจเราก็จะต้องสื่อสารกับทางเชฟหรือว่ากับทางเสิร์ฟ รวมถึงในช่วงที่โรงแรมมีอีเวนต์ต่างๆหรือว่ามีคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นในโรงแรม ร้านอาหารก็จะยุ่งมากๆ เลยทำให้ออเดอร์เข้ามาแบบเยอะมากๆรัวๆเลย แต่ว่าก็สนุกไปอีกแบบนึงเพราะว่าทำให้เวลาผ่านไปเร็วเพราะว่าเรายุ่งมากๆ เราเลยรู้สึกว่าการมาทำตำแหน่งทำอาหารในครั้งนี้ ทำให้เราได้รับประสบการณ์หลายอย่างที่เอาไปปรับใช้ในการทำงานของเราในอนาคตได้ อย่างเช่นการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน แล้วก็การทำงานเป็นทีมกับเพื่อนร่วมงาน ทำให้เราได้รู้จักในการวางแผนว่าเราจะทำอะไรบ้างในแต่ละวันที่เราทำอาหาร เพราะว่าเนื้องานในการทำตำแหน่งของเรามันไม่ได้มีแค่ทำอาหารแล้วเสร็จไป ก็จะมีในส่วนของการเตรียมของ หรือว่าทำงานในบางส่วนที่เชฟมอบหมายให้เราทำด้วย เราเลยรู้สึกว่าครั้งนี้เราได้รับอะไรกลับไปเยอะมากแล้วก็ได้รับประสบการณ์ดีๆเยอะมากจากการทำงานในตำแหน่งนี้ ![]()
![]()
สุดท้ายนี้สิ่งที่เราประทับใจมากๆ ในการมาเวิร์คในครั้งนี้ คือเราได้รับมิตรภาพดีๆกลับไปเยอะมากๆ เราสนุกมากๆ ที่ได้แฮงเอาท์กับเพื่อนๆ ถึงแม้ว่าในช่วงแรกจะเป็นเราคนเดียวที่เป็นคนไทยที่มาทำงานที่นี่ แต่ว่าเราก็ยังได้พบเจอกับพี่เจ้าของร้านอาหารไทยที่เราได้ไปทานอาหาร แล้วพี่คนไทยใจดีมากได้ชวนเราไปงานสงกรานต์ที่จัดขึ้นที่วัด รวมถึงไปร้านอาหารของพี่คนไทยด้วยกันที่เค้าเป็นเจ้าของ เลยทำให้เราได้คอนเนคชั่นและได้รู้จักคนไทยหลายๆคนที่เปิดร้านอาหารไทยแล้วก็ทำงานอยู่ที่เมืองนั้น แล้วทุกคนใจดีมากๆเหมือนกับว่าเราได้เจอครอบครัวคนไทยด้วยกัน จากเมืองเล็กๆที่แบบอยู่ในเมกาอ่ะ แล้วพอเริ่มมีเพื่อนที่มาจากประเทศไทยในช่วงซัมเมอร์มาเยอะขึ้น ตอนนั้นเราก็แฮปปี้มากๆ พอเรารู้จักเมืองนี้มากขึ้น เราก็พาเพื่อนคนไทยคนอื่นไปด้วย เหมือนที่เราเคยไปแรกๆ เลยทำให้เวลาไปเที่ยวกับเพื่อนในแต่ละครั้งมีความสุขมากๆ มันเลยทำให้เรารู้สึกว่ามาเวิร์คในครั้งนี้มันไม่ใช่แค่ว่าเรามาทำงาน แต่เหมือนเรามาใช้ชีวิตอีกแบบนึงในต่างประเทศที่ไม่เหมือนการใช้ชีวิตในไทยเลย ซึ่งมันมีความสุขมากๆ ที่แบบทำงานมีความสุข แล้วเจอเพื่อนร่วมงานที่ดี แล้วก็รอเวลาให้ถึงวันหยุดแล้วก็ไปเที่ยว เราเลยรู้สึกว่าเวลาสามเดือนครึ่งที่เราทำงานอยู่ที่นั่น เลยผ่านไปไวแบบมากๆ เพราะเรามีความสุขตอนอยู่ที่นั่นจริงๆ
ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปที่นั่นอีกครั้งนึง ![]()
![]()
![]()
ในการมาเวิร์คทั้งสองครั้งของเรา เรามากับเอเจนซี่ Acadex ![]()
เราเลือกที่นี่อีกครั้งเพราะว่าพี่ๆ ตอบแชทไวมาก เวลามีปัญหาหรือกังวลเรื่องอะไรสามารถทักสอบถามได้เสมอเลย แล้วทั้งสองครั้งที่เราไปเราได้รับเอกสารเร็วมาก และดำเนินการต่างๆอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การเตรียมเอกสารไปจนถึงการสัมภาษณ์วีซ่า พี่ๆ จะมีการส่งอีเมลและส่งข้อมูลต่างๆเพื่อให้เราเตรียมพร้อม ทำให้กระบวนการต่างๆง่ายขึ้น เรารู้ว่าแบบการมาเวิร์คมันมีอะไรหลายอย่างที่ต้องเตรียมมาก แต่พี่ๆ ก็จะมีให้คำแนะนำว่าควรต้องเตรียมอะไรมาบ้าง รวมถึงมีการเตรียมความพร้อมก่อนการไปสัมภาษณ์วีซ่า ทำให้เราไม่ต้องกังวลอะไรเลย ![]()
สุดท้ายนี้ก็อยากขอบคุณเพื่อนๆ ที่อ่านรีวิวของเรามาจนจบบ เราพิมพ์ยาวมากจริงๆ5555
แต่ก็อยากฝากเมืองเล็กๆนี้ไว้ อย่างน้อยก็เป็นการรีวิวแรกๆเลยมั้งของโรงแรมนี้ เพราะแบบเราเข้าใจเลยว่าถ้าเราจะเลือกที่ทำงานที่นึง มันต้องดูปัจจัยหลายอย่างมาก แล้วยิ่งถ้าไม่เคยมีรีวิวมาก่อน มันก็เหมือนเสี่ยงดวง เพราะเราไม่รู้เลยว่าจะเจอเพื่อนร่วมงานแบบไหน หรือเจอสภาพแวดล้อมแบบไหน มันเหมือนเสี่ยงดวงเลยจริงๆ
สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะมาเวิร์คที่เมกา เรามองว่ามันเหมือนเป็นการซื้อโอกาสให้ตัวเองซักครั้งนึงในชีวิตก่อนที่เราจะเรียนจบ เพื่อออกมาใช้ชีวิตในอีกรูปแบบนึงในต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้เหมือนกับการใช้ชีวิตที่ไทยเลย แต่สิ่งที่เราได้รับกลับมามันคือประสบการณ์ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้โลกในมุมที่มันกว้างขึ้น เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น และทำให้เราเติบโตขึ้นจริงๆ เราอาจจะรักเมกามากๆเลยก็ได้ และก็อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ช่วงเวลาที่อยู่ในเมกา จะเป็นความทรงจำที่เราจะคิดถึงไปอีกนานเลย เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราได้กลับมามันไม่ใช่แค่เงินหรือประสบการณ์การทำงาน แต่มันคือความทรงจำ ผู้คนที่เราได้รู้จัก และตัวเราในเวอร์ชันที่เติบโตขึ้นกว่าเดิม ![]()
![]()
https://www.facebook.com/share/p/1K6oJdThr8/?mibextid=wwXIfr

























































