Jackson Township, New Jersey
REVIEW ![]()


Six Flags-New Jersey ️


[Location] ![]()
1 Six Flags Blvd, Jackson, NJ 08527
[Introduction] ![]()
สวัสดีทุกๆ คนที่มีความสนใจ หรือวางแผนที่จะไป Work & Travel ที่ Six Flags Great Adventure เมือง Jackson รัฐ New Jersey ครับ
Six Flags เป็นสวนสนุกชั้นนำในด้านของเครื่องเล่นที่มีความหวาดเสียว ตื่นเต้น เหมาะสำหรับคนที่ชอบเล่นเครื่องเล่นแบบสุดเหวี่ยง
ตัวสวนสนุกจะมี 2 โซน คือ
1.Theme Park และ 2.Water Park สามารถเดินทางระหว่าง Park ได้ด้วยรถบัสของ Six Flags ฟรี
วันนี้ผมในฐานะที่เคยไปทำงาน และใช้ชีวิตอยู่ที่โน่นราวๆ เกือบ 4 เดือน จะมารีวิวให้ทุกๆคนฟังอย่างละเอียดเลย
เริ่มตั้งแต่การเดินทาง สภาพแวดล้อม การใช้ชีวิต และการทำงานครับ
ต้องบอกก่อนว่าในตอนนั้นผมพึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยหมาดๆ ครับ ดังนั้นผมก็เลยสามารถทำงานได้เต็ม Max ตามช่วงเวลาที่ Six Flags เปิดรับเลย
ผมทำงานในแผนก Food (Food Department) ![]()
![]()
![]()
![]()
ซึ่งทุกคนที่มา Work & Travel ที่นี่จะได้ทำในตำแหน่งนี้ครับ
เพราะทาง Six Flags ต้องการพนักงาน (Team member) ในแผนกนี้จำนวนมาก
แต่ว่าในบางโอกาส Team member บางคนก็อาจจะได้โยกย้ายไปทำซุ้ม Game บ้างครับ ![]()
เพราะระบบงานที่นี่จะเป็นในลักษณะของการหมุนเวียน (Rotation)
พูดง่ายๆ ก็คือ เวลา และสถานที่ทำงานสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ขึ้นกับเจ้าหน้าที่แผนก Human Resource (HR)
แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เราสามารถเข้าไปคุยกับเขาเพื่อขอแก้ไขตารางทำงานของเราได้ตลอด
เกริ่นมาพอหอมปากหอมคอละ รายละเอียดของงานที่เหลือจะอยู่ในหัวข้อ “การทำงาน” นะครับ
ขอแอบบอกไว้ก่อนเลยนะครับว่า สำหรับคนที่ตั้งใจจะมาถอนทุนคืน ที่นี่สามารถทำได้แน่นอนครับ
แต่มันขึ้นกับว่าเราจะมีความุ่งมั่น ประหยัด และบ้าพลังมากแค่ไหนเท่านั้นเอง
แต่ส่วนตัวผมขอแนะนำว่าอย่าไปกังวลกับเรื่องนี้มากเกินไปเลยครับ
ให้คิดซะว่าประสบการณ์ที่เราได้จากการไปเที่ยว ไปกิน ไปดูสถานที่ต่างๆ มันคุ้มค่า และหาซื้อที่ไหนไม่ได้
นอกจากนี้กว่าจะเข้ามาใน USA ได้ ถ้าไม่ใช่ VISA J1 สำหรับนักศึกษาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะครับที่จะเข้ามาได้
ใดใดก็ตามสุดท้ายมันก็ขึ้นกับเป้าหมาย และการตัดสินใจของแต่ละคนนะครับ ![]()
[Travel] 


ผมขออนุญาตไม่พูดเรื่องของการเผื่อเวลามาถึงสนามบินละกันนะครับ
ทุกคนควรต้องทราบกันอยู่แล้ว ว่าการเดินทางข้ามประเทศเนี่ยขั้นตอนมันเยอะ
ดังนั้นผมแนะนำให้มาก่อนเวลาเริ่มเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมงนะครับ
สรุปการเดินทาง
เครื่องบิน
: กรุงเทพ/สุวรรณภูมิ (ไทย) > โตเกียว/ฮาเนดะ (ญี่ปุ่น) > นิวยอร์/JFK (USA)
ผมขอตั้งต้นที่สนามบินสุวรรณภูมินะครับ
Flight แรกเริ่มจากกรุงเทพฯ ไปลงพักเครื่องที่เมืองโตเกียว สนามบินฮาเนดะ ประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง
ผมนั่งสายการบินของ Japan Airline ซึ่งมีบริการอาหารบนเครื่องอย่างดีเลย ![]()
เพราะงั้นช่วงที่ลงพักเครื่องที่ฮาเนดะ ผมเลยไม่จำเป็นต้องแลกเงินเยนเพื่อซื้ออะไรกินเลยครับ
แต่ผมอยากจะแนะนำว่าถ้ามีของกินติดตัวขึ้นเครื่องมาตั้งแต่ไทยเลย จะ Perfect มากครับ เผื่อยามฉุกเฉินในทุกสถานการณ์
จะได้ไม่ลำบากเหมือนผมที่ต้องไปรอของกินในกระเป๋าเดินทางที่โหลดใต้เครื่อง ซึ่งไปรับอีกทีที่ USA กันเลยทีเดียว
6 ชั่วโมงก่อนหน้าเป็นแค่การ Warm up ครับ ต่อไปก็เป็นการเดินทางที่แท้จริง
จากสนามบินฮาเนดะสู่สนามบิน John F. Kennedy (JFK) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 13 ชั่วโมง ![]()
สายการบินของผมเป็น Japan Airline เช่นเดิม
อาหาร เครื่องดื่ม และของหวานทำให้ชีวิตบนเครื่องบินของผมมีสีสันมาก ดูหนังได้ประมาณ 3-4 เรื่อง และส่วนเวลาที่เหลือก็นอน
อยากจะบอกว่าผมปวดคอมากครับ เข้าใจเลยว่าหมอนรองคอเป็นอะไรที่สำคัญมากสำหรับการเดินทางไกล
ถ้ามีโอกาสครั้งหน้าผมจะติดมันมาด้วยอย่างแน่นอน
ช่วงเวลาบนเครื่องบินก่อนลงถึงสนามบิน JFK ผมแนะนำให้นอนให้เพียงพอนะครับ
เพราะต่อจากนี้ยังต้องใช้เวลาเดินทางอย่างเร็วก็ประมาณ 3 ชั่วโมง กว่าจะถึง Six Flags
ดังนั้นช่วงเวลาที่ Landing
ถึงสนามบิน JFK ควรเป็นช่วงเช้าไปเลย หรือไม่ควรเกินช่วงบ่ายต้นๆ นะครับ ![]()
การเดินทางต่อจากนี้ผมเลิอกทำตามในใบ Arrival Card ที่ตัวแทนส่งมาให้ครับ
ถ้าไม่อยากลำบากเหนื่อยแบกกระเป๋าเดินทางไปมา และพร้อมที่จะจ่ายเงิน ผมแนะนำเหมา Taxi หรือ Uber ไปลง Six Flags ได้เลยครับ สบายๆ
ราคาเหมา Size XL 1 คันน่าจะประมาณ 100 กว่าเหรียญได้อยู่ครับ
สรุปการเดินทาง 

สถานที่: สนามบิน JFK > Port of Authority > Free Hold Center > Six Flags
พาหนะ: รถบัสสนามบิน JFK > รถบัส NJ Transit > Uber/Taxi
สำหรับผม สายมัธยัสถ์ไว้ก่อนเลือกทางที่ประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด
อันดับแรกคือ ผมเลือกนั่งรถบัสของสนามบิน JFK ซึ่งบางคนอาจใช้เส้นทางอื่นก็ได้ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน (Subway)
แต่ใดใดก็ตามสุดท้ายก็ต้องไปลงที่เดียวกัน คือ Port of Authority ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางเมือง New York ครับ ![]()
ต่อมาให้ไปซื้อตั๋วรถบัส NJ Transit จากตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ (Kiosk) เพื่อนั่งรถต่อที่สองไปลงที่ Freehold Center
การซื้อตั๋วกับตู้จำเป็นต้องใส่รายละเอียดเกี่ยวกับสายถนนต่างๆ ด้วย
ซึ่งผมก็จำไม่ได้ครับว่าต้องกดอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องถามพนักงานที่อยู่แถวๆ นั้น
อย่าได้อายที่จะถาม หรือสนทนากับชาวต่างชาตินะครับ
ในระหว่างที่นั่งรถบัส NJ Transit รถบัสจะจอดตามป้ายต่างๆ เพื่อรับ หรือส่งผู้โดยสารขึ้น-ลงจากรถ ![]()
ให้เราสังเกตป้ายไฟที่อยู่บริเวณหน้ารถ ให้เราไปลงที่ Freehold Center ซึ่งอยู่เกือบปลายทางเลยแหละ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ได้ครับ
เมื่อถึง Freehold Center แล้ว สุดท้ายให้เรานั่ง Taxi หรือ Uber เพื่อไปลงที่ Six Flags ได้เลย
บอกให้เขาไปส่งเราที่ Welcome Center ถ้าคนขับไม่รู้ ค่อยให้เขาไปถามเจ้าหน้าที่ Six Flags ตรงทางเข้าได้ ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 30 นาทีครับ
เล่ามาถึงตรงนี้แล้วผมอยากจะบอกว่าการเดินทางที่ USA นี้ โดยส่วนมากแล้วเขาใช้ Uber กันครับ
เนื่องจากส่วนใหญ่ราคาจะถูกกว่า Taxi แต่ข้อเสียของ Uber คือระบบจะบังคับให้เราต้องจ่ายเงินก่อน
นั่นก็คือต้องตัดเงินผ่านบัตรเครดิตนั่นเอง ดังนั้นหากไม่มีบัตรเดบิต หรือเครดิตอาจจะต้องลำบากโบกหา Taxi กันหน่อยนะครับ
ซึ่งผมก็ใช้วิธีหลัง คือกว่าจะโบกหา Taxi ได้นั้นก็ใช้เวลาพอสมควรเลยทีเดียว
สวัสดี Six Flags !
และในที่สุดเราก็เดินทางมาถึง Six Flags Great Adventure เสียที ![]()
![]()
รวมๆ ค่าใช้จ่ายแบบประหยัดแล้วก็ประมาณ 30 กว่าเหรียญครับ
ต่อมาเราสามารถเข้าไปรายงานตัวได้ที่ Welcome Center เลยครับ
ให้เราเข้าไปติดต่อ House Supervisor แล้วเขาก็จะจัดการเรื่องที่พักให้เรา
หน้าที่ของเราคือ เซ็นสัญญาที่พัก และวางเงินมัดจำ 300 เหรียญ
ผมขอย้ำตรงนี้ไว้เลยนะครับว่า ![]()
ในสัญญาระบุว่าเงินมัดจำก้อนนี้จะสามารถจ่ายคืนได้ ณ วันสุดท้ายของการทำงานตามสัญญาการจ้างงานที่เราทำไว้กับนายจ้าง
ดังนั้นเพื่อนๆ น้องๆ ที่มา Work & Travel รุ่นเดียวกับผมหลายคนที่อยากออกงานก่อนเพื่อไปเที่ยว จึงเกิดปัญหาเรื่องเงินมัดจำกันมากเลยครับ
เขาจะไม่คืนให้เรานะครับ หากว่าเราไม่อยู่จนครบตามสัญญา ![]()
หลังจากเราวางเงินมัดจำเรียบร้อยแล้ว House Supervisor จะแจกปลอกหมอน และผ้าปูเตียงสากๆ ให้
ซึ่งถ้าไม่พอใจเราค่อยไปซื้อเองที่ Walmart ก็ได้ครับ
แต่สำหรับตัวผมไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไร ก็ใช้ยาวๆ ไปตลอดกว่า 4 เดือนเลยครับ
หลังจากเก็บข้าวของ และสำรวจที่พักเสร็จแล้ว ให้เราเดินไปยัง Employee Training Center ใช้เวลาเดินไม่เกิน 5 นาที
เพื่อไปยืนยันว่าเราพร้อมที่จะเข้ารับการ Train เพื่อทำงานแล้ว
การ Train นั้นจะใช้เวลา 2 วัน และไม่ต้องห่วงว่าจะเสียเวลาฟรีๆ นะครับ เพราะทาง Six Flags เขาก็จะจ่ายให้เป็นรายชั่วโมงเลยทีเดียว
ผมอยากบอกตามตรงเลยครับว่า ผมหิว และเหนื่อยมากหลังจากผ่านการเดินทางอันแสนยาวไกลมา
มื้อแรกจึงหนี้ไม่พ้นมาม่านะครับ ![]()
แต่ถ้ายังมีแรงเหลือกันอยู่ก็สามารถชวนเพื่อนๆ เรียก Uber หรือโทรเรียก Taxi เพื่อออกไปซื้อข้าว ซื้อของได้ที่ Walmart ครับ ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 30 นาที
ในช่วงแรกๆอาจจะรู้สึกไม่ค่อยชินนะครับ เพราะการจะออกจาก Six Flags หรือไปไหนมาไหนต้องใช้พาหนะ
แต่อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าที่นี่แย่นะครับ ผมจะค่อยๆ Review รายละเอียดต่างๆ มากมายที่มีทั้งดี และไม่ดี ในหัวข้อต่อๆ ไปครับ
[สภาพแวดล้อมโซนที่พัก และ Welcome Center] 
ผมขอเริ่มจากสภาพแวดล้อมรอบๆ ก่อน แล้วจะค่อยๆ ขยับเข้ามา Review ในส่วนของที่พักนะครับ
อย่างที่ผมได้เกริ่นไว้ในหัวข้อที่ผ่านมาว่า เราต้องพึ่งพาพาหนะในการเดินทาง
เพราะว่า บริเวณรอบๆ ที่พักพนักงานของ Six Flags ไม่มีร้านค้า หรือสถานที่อำนวยความสะดวกซักเท่าไหร่เลย
มีแค่ร้านขายของเล็กๆ (Store) ที่ชื่อว่า Quick Six เหมือนร้านขายของชำบ้านเราแหละครับ
ขายของให้เฉพาะพนักงานแต่ราคาค่อนข้างแพง และที่สำคัญก็คือ ต้องใช้บัตรเดบิต หรือเครดิตชำระเงินเท่านั้น
สถานที่ตั้งบ้านพักพนักงาน Six Flags จะอยู่ติดกับ Welcome Center
เราสามารถเดินเท้าเข้าไปทำงานใน Theme Park
ได้อย่างสบายเลยครับ
หรือหากวันไหนทำงานที่ Water Park
เราก็สามารถเดินมาขึ้นรถบัสของพนักงานเพื่อนั่งไปยัง Water Park ได้สบายเช่นกัน
พูดได้ว่าทำงานที่นี่หมดห่วงเรื่องการเดินทางไปทำงานเลยครับ
อาคาร 4 หลัง
ก่อนที่เราจะเดินเข้าไปยัง Theme Park เราจะต้องผ่านด่านตรวจของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (Security) ![]()
เมื่อผ่านเข้ามาแล้ว ทางด้านซ้ายมือของเราจะมีอาคาร 4 หลังเรียงติดกันอยู่ ซึ่งประกอบไปด้วย
1. ESO – ที่ที่เราเข้ามาเพื่อติดต่อสอบถามเรื่องงานของเรา, เพื่อ Clock in เริ่มการทำงานในวันนั้น และเพื่อรับ Pay check ของเราในกรณีที่ไม่ได้ทำเรื่องให้โอนเข้าบัญชีธนาคาร
2. Wardrobe – ที่ที่เราเข้ามาเพื่อรับ หรือเปลี่ยนชุดพนักงาน (Uniform) เราสามารถนำ Uniform ที่ใส่แล้ว มาแลกกับ Uniform สะอาดชุดใหม่ได้ที่นี่ ดังนั้นหมดห่วงเรื่องการซักผ้าบ่อยๆ ได้เลยครับ
3. Quick Six – ร้านขายของเล็กๆ สำหรับพนักงาน ราคาแพง อารมณ์แบบร้านขายของชำบ้านเรา ซึ่งมีสินค้าหลากหลาย เช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง เครื่องดื่ม มีเครื่องใช้ต่างๆ เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟ้า เป็นต้น
4. Cash Control – ที่ที่เราต้องเข้ามารับ และคืนกระเป๋าเงิน (Till) สำหรับคนที่ทำงานในตำแหน่ง Cashier ในวันนั้น
Welcome Center
ขยับเข้ามายังสถานที่ที่ใกล้ที่พักของเรามากที่สุด นั่นก็คือ Welcome Center
ให้เราจินตนาการมันเป็นบ้านหลังที่สองก็ได้ครับ
นอกจากจะเป็นที่แรกที่เราเข้ามาเพื่อรายงานตัวว่าเดินทางมาถึงแล้ว
Welcome Center เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับทุกๆ คนที่อาศัยอยู่ในโซนที่พัก ![]()
พนักงานสามารถเข้ามานั่งเล่น พักผ่อน ดูหนัง เล่นคีย์บอร์ด ใช้เครื่องชงกาแฟ รับพัสดุที่สั่งซื้อ และเล่นอินเตอร์เน็ตได้
หากมีปัญหาเรื่องที่อยู่ก็สามารถเข้าหา House Supervisor ที่นี่ได้เช่นกัน
Laundry Room
ใน Welcome Center จะมีห้องสำหรับซักผ้า (Laundry Room) ซึ่งมีเครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้าให้บริการ
ส่วนน้ำยาซักผ้า หรือน้ำยาปรับผ้านุ่มต้องนำมาเองนะครับ
ถึงแม้ว่าเครื่องจะมีสภาพค่อนข้างเก่า แต่ก็ยังใช้งานได้ดีอยู่
ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะเตือนไว้ก็คือ ตัวเครื่องไม่รับเงินสด! เพราะจะมีเพียงช่องให้สอดบัตรได้เท่านั้น
ชีวิตในช่วง 2 สัปดาห์แรกของผมเลยต้องพึ่งพาบัตรเครดิตของ Roommate ตลอดเลยครับ
เล่ามาถึงตรงนี้ผมอยากจะบอกว่า ที่นี่มักจะใช้บัตรในการใช้จ่ายครับ
นอกเหนือจากเครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้าแล้ว บริเวณรอบๆ Welcome Center ยังมีตู้เครื่องดื่ม และตู้ขนมอัตโนมัติให้บริการด้วย
ซึ่งทั้งหมดรับแต่บัตรเท่านั้นครับ และที่สำคัญที่สุดคือ ใช้เพื่อเรียก Uber ด้วย
ดังนั้นผมขอสารภาพเลยว่า ชีวิตของผมมันเริ่มเข้าที่เข้าทางจริงๆ คือหลังจากที่ผมได้เปิดบัญชีธนาคาร และมีบัตรเดบิตเป็นของตัวเองครับ
บ้านของเรา
ในส่วนของตัวบ้านพักเป็นรูปทรงสีเหลี่ยมเรียงติดกันเป็นแนวยาว
อารมณ์เหมือนหมู่บ้านจัดสรรนั่นแหละครับ และมีทั้งหมด 3 ซอยด้วยกัน
ภายนอกอาจดูไม่ดีเนื่องจากถูกคลุมไว้ด้วยสังกะสี แต่ข้างในก็เป็นฝ้าผนังทั่วไป
ภายในบ้าน ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ และ 1 ห้องครัว จำนวนผู้พักอาศัยทั้งหมด 4 คน
โดยทั่วไปทาง Six Flags จะจัดให้คนชาติเดียวกันได้นอนร่วมกัน และแน่นอนว่าแยกชายหญิงนะครับ
ผมคิดว่าเขาน่าจะกังวลในเรื่องของความแตกต่างด้านวัฒนธรรมการใช้ชีวิต
ซึ่งตัวผมเองก็รู้สึกว่าปลอดภัยมากกว่าที่ได้อยู่ร่วมกับคนไทยด้วยกันเอง
หากอยากจะฝึกภาษาเราค่อยไปคุยเล่นกับชาวต่างชาติที่ Welcome Center ได้ครับ
เมื่อเปิดประตูเข้ามาในตัวบ้านจะพบกับห้องที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน ![]()
ประกอบด้วยครัวที่มีเตาแก๊ส 2 ตัว พร้อมเครื่องครัวสำหรับทำอาหาร
มีภาชนะต่างๆ เช่น จาน ชาม แก้วน้ำ ช้อน ส้อม มีด มีไมโครเวฟ ตู้เย็น โทรทัศน์จอเล็กๆ โต๊ะ และเก้าอี้สำหรับนั่งทานข้าว และมีห้องน้ำ 1 ห้อง
ทางด้านซ้ายมือ และขวามือของตัวบ้านจะเป็นห้องนอน
ภายในห้องนอนจะมีเตียง 2 ตัว ซึ่งมีฟูกนอนยาง อารมณ์เหมือนเตียงในห้องพยาบาลโรงเรียนเลย
มีช่องเสียบปลั๊กไฟบนผนังซึ่งติดกับตัวเตียงด้วย สามารถนอนเล่นมือถือได้สบาย ส่วนหมอนต้องหาซื้อเองนะครับ
เครื่องปรับอากาศสามารถปรับเป็นแอร์ หรือเป็นฮีตเตอร์ก็ได้
และสุดท้ายคือตู้เสื้อผ้า 1 ตู้ บางห้องมีไม้แขวนเสื้อติดมาให้ด้วย บางห้องก็ไม่มีครับ
ข่าวร้ายที่สุดสำหรับบ้านพักที่นี่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า คือไม่มีสัญญาณ WiFi ครับ
มีบ้านแค่ไม่กี่หลังที่อยู่ติดกับ Welcome Center ซึ่งสัญญาณ WiFi มาถึงครับ
แต่บ้านของผม และบ้านส่วนใหญ่แล้วอยู่ห่างออกมาในระยะที่สัญญาณมาไม่ถึง
ช่วงแรกผมก็เลยต้องเดินไปเล่นอินเตอร์เน็ตที่ Welcome Center ทุกวันเลย
ส่วนวิธีแก้ปัญหาที่ทุกๆ คนทำกันก็คือ เปิดซิมรายเดือนแบบ Unlimited 4G ครับ
ซึ่งในส่วนนี้ผม Review ในหัวข้อถัดไปนะครับ
ส่วนค่าเช่าบ้านพักนั้น อาทิตย์แรกจะคิด 55$ จากนั้นอาทิตย์ต่อๆ ไปจะคิด 80$
โดยค่าใช้จ่ายจะถูกหักโดยอัตโนมัติจากรายรับในแต่ละสัปดาห์ครับ
[การใช้ชีวิต]
สภาพอากาศ
ช่วง Summer ของ New Jersey ถือว่าร้อนเป็นส่วนใหญ่ทั้งในช่วงเช้า และกลางวัน
สำหรับกลางคืนอากาศมีหนาวเย็นบ้างเป็นบางคืน ในบางช่วงอาจมีมรสุมเข้าบ้าง
มรสุมอาจทำให้มี 3 ฤดูภายในวันเดียวเลย คือแดดร้อนจัดตอนแรก ตามมาด้วยฝนตกหนัก และอากาศหนาวเย็นในช่วงค่ำ
โดยภาพรวมอากาศค่อนข้างแปรปรวนครับ บางทีก็ร้อน บางทีจู่ๆ จะเย็นก็เย็นได้ทันทีเหมือนกัน ![]()
อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยเจอช่วงนั้นอยู่ที่ประมาณ 15 องศาเซลเซียส
ดังนั้นผมแนะนำให้เตรียมเสื้อกันหนาวมาด้วย แต่ไม่ต้องเยอะนะครับ 1-2 ตัวก็เพียงพอแล้ว
หากไม่พอจริงๆ เราค่อยมาซื้อเสื้อใหม่ที่นี่เอาก็ได้ครับ
ทั้งนี้ทั้งนั้นคำแนะนำก่อนออกบ้านในทุกวัน ให้เราตรวจสภาพอากาศด้วย
ใช้ App Weather ในมือถือของเรานั่นแหละครับ เพราะสภาพอากาศที่นี่ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนในประเทศไทยครับ
สถานที่ Shopping
อย่างที่ผมได้เล่าไว้นะครับว่า รอบๆ บริเวณที่พักของเราไม่ได้มีร้านค้าอะไรอำนวยความสะดวก
ดังนั้นผมแนะนำว่าอันดับแรกในการเริ่มต้นการใช้ชีวิตที่นี่ คือออกไปซื้อของที่จำเป็นนะครับ
ซึ่งที่ที่ผมจะแนะนำก็คือ… ![]()
1. Walmart – นอกจากจะเปิด 24 ชั่วโมงแล้ว ราคาของที่นี่นับว่าถูกมากครับไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
สำหรับคนที่ต้องการจะใช้งานอินเตอร์เน็ตเลย ก็สามารถซื้อซิมการ์ดรายเดือนที่ Walmart ได้เลย แต่อาจจะไม่คุ้มค่าเท่ากับไปเปิดเบอร์ที่ร้านค่ายมือถือนะครับ
ในช่วงแรกถ้าเราตีราคาของเป็นค่าเงินบาท ทุกคนก็คิดว่าแพงกันหมดแหละครับ
แต่ถ้าลองใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เราจะรู้ว่ามันไม่ได้แพงอย่างที่คิดไว้ตอนแรกจริงๆ
ราคาค่า Uber เพื่อไป Walmart ถ้าหารกันแล้วก็ตกไม่เกินคนละ 5-10 เหรียญนะครับ
ข่าวดีที่ผมกำลังจะบอกต่อมาก็คือ ทาง Six Flags เค้ามีบริการรถ Shuttle Bus ฟรี ! ไป Walmart ด้วยนะครับ
วัน และเวลาจะถูกติดอยู่ที่บอร์ดประชาสัมพันธ์ใน Welcome Center
ส่วนมากแล้วก็จะมีอาทิตย์ละครั้ง ไป-กลับ 3 ถึง 4 เที่ยว
เวลาที่เดินทางจะเป็นช่วงเย็นๆ ถึงค่ำๆเสมอ เพื่อที่ว่าพนักงานที่เลิกงานแล้วจะสามารถมาขึ้นรถได้ทันครับ
2. Freehold Raceway Mall – USA แทบจะไม่มีห้างสรรพสินค้าแบบ Central บ้านเราเลย
แต่ต้องขอบอกเลยว่าที่นี่อารมณ์คล้ายกับ Mega Bangna ครับ คือมี 2 ชั้น และร้านค้าเรียงรายมากมายเลย
ที่นี่เราสามารถมาเปิดซิมมือถือใหม่ได้ ส่วนใหญ่เห็นเพื่อนๆ ใช้เครือข่ายของ AT&T กัน
บางคนก็มา Shopping ซื้อเสื้อผ้า เสื้อกันหนาว แต่เรื่อง Shopping ผมแนะนำให้ไป Outlet จะคุ้มค่ามากกว่านะครับ
อดไม่ได้ที่จะ Review นะครับว่าร้านอาหารที่ผมชอบที่สุดของที่นี่ คือ Ruby Tuesday อยู่ชั้น 1 ฝั่งประตูทางเข้า-ออกที่ติดกับบันไดเลื่อน
มันเป็นบุฟเฟ่ต์สลัดบาร์ครับ อารมณ์แบบ Sizzler บ้านเรา ซึ่งมี Main Dish และ Dessert ให้เลือกด้วย ราคาประมาณ 15 เหรียญ บวก Service Charge ครับ
สำหรับตัว Service Charge เป็นวัฒนธรรมของ USA ที่เราควรจะต้องจ่ายเพิ่มให้กับพนักงานเสริ์ฟที่ร้านอาหาร
ทางร้านเค้าจะมี Suggestion ในการจ่าย Service Charge ให้ในตัวของบิลอาหารเลย เช่น 10% 15% 20% เป็นต้น
วัฒนธรรมนี้ทำให้ผมไม่ค่อยชอบที่จะเข้าไปนั่งในร้านอาหารบ่อยๆ เท่าไหร่ครับ (รู้สึกเปลืองเงิน 55)
Social Security และ Bank Account
หลังจากที่เรามีข้าวของเสร็จสรรพ จนที่พักของเราได้กลายเป็นบ้านแล้ว
และทำงานผ่านไปได้ซักระยะหนึ่ง (ประมาณ 1-2 อาทิตย์ก็ได้ครับ)
อันดับต่อไป สิ่งที่ทุกๆ คนต้องทำ คือ การเดินทางเพื่อไปทำ Social Security และเปิดบัญชีธนาคารครับ
เราจะต้องทำด้วยตัวเองทั้งหมด โดยเราสามารถทำให้จบทั้งสองอย่างได้ภายในวันเดียวเลยครับ
ให้จับกลุ่มเหมา Taxi หรือ Uber กันไป 4-6 คนกำลังดี
เพราะถ้าไปกันมากกว่านี้ อาจทำให้เสียเวลารอคิว และเสร็จไม่ทันเวลาปิด 16.00 p.m.
ส่วนวันที่เราจะไปทำได้นั้นต้องเป็นวันหยุด (Day off)
ดังนั้นเราจะต้องไปคุยกับเจ้าหน้าที่ใน ESO ล่วงหน้าก่อนซัก 1 อาทิตย์ครับ
เพื่อที่ว่าเขาจะได้ปรับตารางทำงาน Week หน้าของเราให้มีวันหยุดตรงกับเพื่อนๆ ได้
สำหรับตัวผม และเพื่อนๆ เริ่มด้วยการทำ Social Security ซึ่งทุกๆ ที่เปิดให้บริการตอน 9.00 a.m.
สถานที่ที่เลือกไปคือ Social Security, Toms River ครับ
เพราะแถวนั้นมีร้านอาหาร Buffet นานาชาติที่มีคนจีนเป็นเจ้าของ ชื่อร้าน Fortune Buffet
มา USA แล้วก็ต้องคิดถึงอาหารเอเชียเป็นธรรดา ดังนั้นผมแนะนำให้มาทำ Social Security ที่ Toms River จากนั้นก็จัด Buffet เลยครับ
ราคาไม่แพง ถือว่าถูกได้เลยแหละ อาหารหลากหลาย และรสชาติก็ไม่แย่ครับ
พวกผม 5 คนไปถึงราวๆ 10.30 a.m. ซึ่งถือว่าค่อนข้างสาย เนื่องจากเกิดปัญหาไม่มี Uber Size XL ให้บริการในตอนเช้า
สุดท้ายจึงต้องโทรเรียก Taxi (เบอร์โทรหาได้ใน Welcome Center) ซึ่งกว่า Taxi จะมารับก็กินเวลาไปเกือบชั่วโมงเลย
ทำไม 10.30 a.m. ถึงนับว่าสาย นั่นก็เพราะว่า Social Security จะมีปิดพักเบรกตอนเที่ยงด้วยครับ
ดังนั้นเราต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนเที่ยงตรงนะครับ
แน่นอนว่าอันดับแรกต้องรอคิวก่อน
เมื่อถึงคิวแล้วก็ใช้เวลาทำไม่นานครับ ไม่เกิน 15 นาที
ตัว Social Security Card จะส่งมาที่ Six Flags ในภายหลัง
ซึ่งหากส่งถึงแล้วทาง ESO ก็จะแจ้งให้เราทราบผ่านทางเครื่อง Scan บัตรพนักงาน ที่ Security เองครับ
จากนั้นพวกเราก็เดินเท้ากันไป Fortune Buffet ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ใช้เวลาเดินไม่เกิน 5 นาที
เมื่อหนังท้องตึงแล้วก็ได้เวลาเดินย่อยหละครับ
พวกเราเดินเท้าจาก Fortune Buffet ไปยัง Bank of America ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที แต่ถ้าไม่อยากเหนื่อยก็ Uber หรือ Taxi ไปก็ได้นะครับ
แล้วทำไมต้องเป็น Bank of America ?
ณ ตอนนั้นผมเองก็ไม่ทราบหรอกครับ แต่เมื่อได้ใช้บริการแล้วก็อยากจะบอกว่า มันสะดวกสบายมาก
เริ่มจากสามารถใช้ Mobile Banking ผ่าน Application ซึ่งผมใช้บ่อยมาก ในการโอนเงินให้กับเพื่อนๆ และตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ![]()
นอกจากนี้ตัวของตู้ ATM ก็มีให้บริการเป็นจำนวนมากครับ
หากต้องการกดเงินสดออกมาก็หาได้ไม่ยากตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงยังตั้งอยู่ในสนามบินด้วย
เมื่อเปิดบัญชีเสร็จแล้ว ในที่สุดเราก็จะได้บัตร Debit มาใช้งาน
หลังจากนั้นผมก็ Enjoy กับชีวิตใน Six Flags มากเลยครับ เพราะมันสะดวกสบายกว่าใช้เงินสดมากเลย
ขอเน้นย้ำเรื่องของเวลาอีกครั้งหนึ่งครับ
เพราะพวกผมก็เกือบที่จะเปิดบัญชีกันไม่ครบกันทุกคนก่อนเวลาปิด 16.00 p.m.
ดังนั้นพยายามทำเวลาให้ดีนะครับ เพราะโอกาสที่จะได้มีวันหยุดพร้อมกันในแต่ละสัปดาห์อาจจะยากหน่อย
นอกจากว่าเราจะเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ใน ESO เพื่อขอแก้ไขตารางเวลาทำงานอยู่บ่อยๆ ครับ
นั่งรถไป New York
หากขับรถไป เราจะใช้เวลาเดินทางจาก New Jersey ไป New York ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
อยู่ใกล้ซะขนาดนี้จะไม่ไปก็ไม่ได้แน่ๆ ครับ ผมแนะนำให้ทุกๆ คนที่มีโอกาสมาทำงานที่ Six Flags หาเวลาไปเที่ยวเมือง New York กันครับ
มันเป็นประสบการณ์ที่มีค่าอย่างมากที่เราหาไม่ได้ที่ไหนนอกจากไปสัมผัสด้วยตัวเอง
คำถามต่อมา คือแล้วเราจะหาเวลาช่วงไหนไปดี? และเดินทางไปยังไงดี?
สำหรับคำถามแรก ช่วงเวลาที่เหมาะสมก็คือ ช่วงวันหยุดงานของเราแหละครับ (Day off)
ถ้าจะไปกลับวันเดียวก็ได้ แต่คงเที่ยวได้ไม่สุด แป๊บๆ ก็ต้องรีบกลับ ผมเลยขอแนะนำว่า ให้แจ้ง ESO เพื่อขอหยุดงานล่วงหน้า 2-3 วัน
ซึ่งการแจ้งหยุดงานล่วงหน้าหลายๆ วันแบบนี้ จะต้องทำผ่านระบบ SixFlagsTeam ซึ่งเป็น App ที่ทุกๆ คนต้องมีอยู่แล้วเพื่อใช้ตรวจสอบตารางการทำงาน
การแจ้งหยุดงานในลักษณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่จะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ จึงจะออกตารางงานที่มีวันหยุดติดต่อกันได้
ดังนั้นเราจึงต้องวางแผนให้ดีก่อนที่จะไปเที่ยวนะครับ
หรือมีอีกวิธีหนึ่ง คือยอมโดนหักแต้มความประพฤติ
โดยให้เราโทรไปหาเจ้าหน้าที่ และอ้างไปเลยครับว่าวันนี้ไปทำงานไม่ได้ เนื่องจากป่วย ปวดหัว เป็นต้น
ซึ่งการทำในลักษณะนี้ก็จะโดนหักแต้มความประพฤติ ถ้าเราไม่ทำบ่อยๆ ก็ไม่เกิดปัญหาอะไรหรอกครับ
แล้วเราก็จะได้มีเวลาเที่ยวใน New York ได้อย่างเต็มที่
คำถามถัดมา คือการเดินทาง
แน่นอนครับเราสามารถเรียก Taxi หรือ Uber เดินทางรวดเดียวได้เลย
หรือใช้วิธีเดียวกับขามา นั่นคือ Taxi หรือ Uber ไปลงที่ Free Hold Center ก่อน จากนั้นซื้อตั๋วรถบัสเพื่อนั่งไปยัง Port of Authority ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง New York
แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ประหยัดที่สุด นั่นคือการนั่งรถ Shuttle บัส NJ Transit
รถบัสนี้เป็นรถบัสที่ทาง Six Flags ได้มีไว้เพื่อบริการส่งลูกค้าที่มาเที่ยวกลับเมือง New York
โดยค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 15 เหรียญเท่านั้น (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ)
รถบัสจะจอดเรียบอยู่บริเวณถนนก่อนถึงประตูทางเข้า
เราสามารถจ่ายเงินสด และเดินขึ้นรถได้ทันทีเพื่อไป Port of Authority, New York
แต้ข้อจำกัดของการเดินทางแบบนี้คือ เวลาเดินทางจะเป็นช่วงเย็น ถึงค่ำๆ
เราสามารถตรวจสอบตารางเวลาเดินรถในแต่ละวันได้ด้วยการถาม Security หน้า ESO ครับ
[การทำงาน] 
หากได้อ่าน Review ของผมมาตั้งแต่ต้นก็พอจะทราบคร่าวๆ เกี่ยวกับลักษณะงานของที่นี่กันแล้วนะครับ
ใดใดก็ตามผมก็จะขอบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานทั้งหมดในหัวข้อนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ
เมื่อเราได้เป็นพนักงานของ Six Flags เราจะได้รับตำแหน่งเป็นสมาชิกทีมงาน (Team member)
ซึ่งในตอนแรกทุกๆ คนจะได้ทำงานในแผนกอาหาร (Food) เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ต้องการ Team member เป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้อาจมีบางคนได้ทำในตำแหน่งซุ้มเกม (Games) บ้างเป็นบางครั้งนะครับ
โดยมากแล้วจะได้ทำงานกันใน Theme Park ซะเป็นส่วนใหญ่ จะมีส่วนน้อยที่ได้ทำใน Water Park ครับ เนื่องจาก Theme Park มีขนาดใหญ่กว่ามาก
หน้าที่ของเราคือ ทำตามคำสั่งของหัวหน้างานของเรา (Supervisor) ซึ่งจะประจำอยู่ทุกๆ ร้าน
ถ้าเรามีปัญหาอะไรก็ตาม หรือทำอะไรไม่เป็น ก็ให้ปรึกษา Supervisor เป็นหลักไว้ก่อนนะครับ
เพราะว่า Team member ที่มีประสบการณ์บางคนอาจจะไม่ได้ดีกับเราเสมอไปครับ เราควรจะต้องทำใจเผื่อเอาไว้ด้วย
หลังจากที่เราได้รายงานตัวที่ Employee Training Center เรียบร้อยแล้ว
ทางฝ่าย Training ก็จะนัดวัน และเวลา เพื่อให้เรามา Train ก่อนที่จะเริ่มต้นทำงาน ซึ่งใช้เวลาการ Train 2 วันครับ
หลักๆ ของการ Train ก็คือเริ่มต้นจากการพาทำความรู้จักสถานที่ใน Theme Park, สอนการใช้ระบบ Cashier, สอนการทำงานในครัว (Kitchen) และสอนการทำความสะอาดด้วยน้ำยาต่างๆ
ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ บอกตามตรงเลยนะครับว่า แทบไม่เข้าหัวเลยครับ
เพราะส่วนใหญ่เป็นการสาธิตให้ดูอย่างเร็วๆ ทำให้ไม่สามารถลงรายละเอียดในด้านต่างๆ ได้
ทางครูผู้สอนยังบอกเองเลยว่า “สุดท้ายแล้วการฝึกที่ดีที่สุดก็คือ การทำงานจริงนั่นแหละ ดังนั้นไม่ต้องกังวล”
แต่ผมนี่โ*ตรที่จะกังวลเลยครับ รวมถึงเพื่อนๆ ผมด้วย ![]()
ในช่วงสุดท้ายของการฝึก เค้าจะสอนให้เราได้รู้จักระบบของการเข้า และออกงาน ซึ่ง Part นี้ค่อนข้างสำคัญเลยนะครับ
สิ่งที่ทุกๆ คนต้องโหลดมาเป็น App ใน Smart Phone ก็คือ ตัวเว็บของ Six Flags ที่มีชื่อว่า SixFlagsTeam หลักๆ ของเว็บนี้คือ
1. เราจะสามารถเช็คตารางเวลาทำงาน (Schedule) ของเราได้ว่าเราได้ทำงานวันไหน ที่ร้านอะไร เวลาเมื่อไหร่
2. เมื่อเราเริ่มทำงาน (Clock in) และเลิกทำงาน (Clock Out) เราสามารถตรวจสอบเวลาเข้างาน เวลาออกงาน และจำนวนชั่วโมงที่เราทำงานในแต่ละวันได้ในส่วนของ Time Sheet
3. หากไม่ต้องการเข้าไปติดต่อกับ ESO เพื่อขอเปลี่ยนที่ทำงาน หรือเปลี่ยน Day off ก็สามารถส่งคำขอสลับตารางทำงาน (Swap) กับ Team member คนอื่นๆ ได้
ทั้งนี้ขึ้นกับว่าจะมีใครยอมสลับกับเราหรือไม่ แต่สำหรับคำแนะนำของผม ให้เข้าไปคุยที่ ESO จะง่าย และชัวร์กว่านะครับ
4 การยื่นขอลาหยุดยาว เช่น 3 วันติดต่อกันได้ จะต้องทำการยื่นผ่านในระบบนี้ครับ โดยต้องแจ้งไว้ก่อนประมาณ 3-4 สัปดาห์ (ขออภัยจำระยะเวลาเป๊ะๆ ไม่ได้นะครับ)
ความสุขของผมอีกอย่างหนึ่งหลังจากการทำงานในแต่ละวันคือ เข้าไปเช็คดูว่าวันนี้เราทำงานไปทั้งหมดกี่ชั่วโมงครับ
วันไหนทำได้เยอะ ความเหนื่อยมันก็หายไป วันไหนทำได้น้อยก็เหนื่อยใจหน่อยครับ
ถามว่าทำไมทำงานได้เยอะแล้วความเหนื่อยมันหายไปหละ? แล้วเหนื่อยใจเมื่อทำงานได้น้อยนี่หมายความว่าอะไร?
คำตอบของคำถามแรก ง่ายๆ เลยครับ คือ Six Flags จ่ายค่าแรงให้กับเราดีมาก คือ
Rate ปกติ = 11.50$ ต่อชั่วโมง ![]()
Overtime = 17.25$ ต่อชั่วโมง ![]()
การนับเวลาทำงานจะเริ่มจากวันจันทร์ และสิ้นสุดในวันอาทิตย์ครับ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมี Day off 2 วัน
นั่นหมายความว่า โดยปกติเราจะได้ทำงานทั้งหมด 5 วันในหนึ่งสัปดาห์
การจ่าย Overtime จะเริ่มตั้นเมื่อเราทำงานสะสมจำนวนชั่วโมงในอาทิตย์นั้นๆ เกิน 40 ชั่วโมงขึ้นไป
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสิ้นสุดวันอาทิตย์ เราทำงานได้ 45 ชั่วโมง
รายได้ที่เราจะได้ทั้งหมดคำนวณจาก
40 ชั่วโมง x 11.50$ = 460$ และ ส่วนเกิน 5 ชั่วโมง x 17.25$ = 86.25$
รวมแล้วเราจะได้เงิน 460$ + 86.25 = 546.25$
แต่รายได้ส่วนนี้ต้องหักภาษีตามอัตราที่กำหนด และค่าเช่าห้องพักอีก 80$ นะครับ
โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละสัปดาห์ถ้าตีต่ำๆ ผมก็ได้สัปดาห์ละประมาณ 300 กว่าเหรียญครับ
แค่รายได้ต่ำๆ นี้สัปดาห์เดียวก็ซื้อรองเท้า Adidas Ultra Boost คู่ละ 120$ ได้เหนาะๆ 2 คู่แล้ว จะไม่ให้ชื่นใจได้อย่างไรกันครับ
ซึ่งหลังจากที่ผมจบงานที่นี่ ผมสามารถไปเที่ยวต่อที่ New York, Florida, San Francisco, California, Las Vegas, Los Angeles และปิดท้ายที่ Tokyo รวม 20 วันได้สบายๆ
และมีเงินเหลือกลับบ้านอีกประมาณ 2,400$ โดยไม่ได้พึ่งเงินเพิ่มเติมจากทางบ้านเลย
แต่ก็ต้องยอมรับว่าผมเป็นคนขยัน และสู้งาน จนเป็นที่ยอมรับของทุกๆ คนที่ Liberty Pizza เลยครับ (ที่ทำงานประจำของผมเอง)
สำหรับคำตอบของคำถามที่สองที่ว่า เหนื่อยใจเมื่อทำงานได้น้อย
ก็ต้องบอกตามตรงว่าการทำงานที่ Six Flags ก็ถือว่าเป็นดาบ 2 คมเหมือนกันครับ ![]()
(สำหรับคนไม่รู้ : ดาบ 2 คม ใช้ฟันศัตรูได้ แต่เราก็อาจจะเจ็บ เพราะโดนคมดาบตัวเองด้วย ง่ายๆ คือมีทั้งได้ และเสียครับ)
เนื่องจากลักษณะของงานเป็นแบบ Rotation คือตารางงานของเรานั้นไม่ใช่เวลาที่แน่นอน
บางวันทำเช้า บางวันทำบ่าย รวมถึงอาจได้ย้ายสถานที่ด้วยในบางครั้ง
ทำให้ในบางวันที่มีลูกค้าเข้ามาเที่ยวใน Park น้อย จึงต้องมีการลดจำนวนพนักงาน โดยส่ง Team member บางคนกลับบ้านก่อนเวลา
ในตอนแรกผมก็คิดว่าเป็นเหมือนการจับไม้สั้น ไม้ยาว คือ ใครที่โชคร้ายจับได้ไม้สั้นก็ต้องกลับบ้าน
บางครั้ง 2 คน บางครั้งก็ 3 คน นี่แหละครับที่ทำให้ผมเหนื่อยใจ
แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด เนื่องจากอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ Supervisor ว่าจะเลือกใครอยู่ และไปในวันนั้นๆ
แน่นอนทาง Supervisor ก็ต้องการคนที่มีประสบการณ์มากกว่าอยู่ต่อ เพื่อจะได้ช่วยงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่าต้องมาเหนื่อยสอนงานเรื่อยๆ ให้เด็กใหม่
อย่างไรก็ตามกาลเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์คนครับ ผมขยันทำงาน ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และพร้อมที่จะช่วยทำทุกๆ อย่างที่ Supervisor ต้องการให้ทำ
ทำให้ผมได้รับรางวัล Team member of the week พร้อมกับได้เข็มกลัดประดับยูนิฟอร์มด้วย
สุดท้ายผมก็เป็นที่ยอมรับของทุกๆ คน ในร้าน ทำให้นานๆ ทีที่ผมจะโดนส่งกลับบ้านเร็ว
ผมเชื่อนะครับว่า คนที่มีความพยายามก็สามารถประสบความสำเร็จแบบผมได้
เพราะว่าคนเอเชียขึ้นชื่อว่าเป็นคนขยันอยู่แล้ว Supervisor เค้าหวังไว้อยู่แล้วแหละครับว่า คนไทยเป็น Team member ที่มีคุณภาพ
แต่สำหรับคนที่ยังกลัวว่าจะโดนส่งกลับบ้านบ่อยๆ ก็อย่าได้กังวลใจไปครับ
ให้เราไปปรึกษากับ ESO แล้วสุดท้ายเค้าจะหาสถานที่ทำงานให้เราได้เองครับ
Clock in And Clock out ![]()
การ Clock in และ Clock out หรือ การเข้างาน และออกงานที่ Six Flags จะใช้เป็นระบบกดโทรศัพท์ครับ
ซึ่งโทรศัพท์จะมีอยู่ทั่วสวนสนุกเลยทั้งที่ ESO, ในร้านค้าที่ทำงาน, และ Cash Control
เราสามารถเริ่ม Clock in เพื่อเข้างานได้ก่อน 1 นาที ของเวลาในตารางทำงาน
เช่น หากเราเริ่มงานตอน 10.00 a.m. เราจะสามารถ Clock in ได้ตั้งแต่เวลา 9.59 a.m. เป็นต้นไป
หากเรา Clock in สายเกินกว่า 5 นาที จะถือว่า Late และโดนตัดแต้มความประพฤติครับ
Break Time
ระยะเวลาทำงานของเราจะค่อนข้างยืดหยุ่น เนื่องจากมันขึ้นอยู่กับ Supervisor จะพิจารณาครับ
โดยปกติแล้ว หลังจากที่เราทำงานไปได้ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ทาง Supervisor ก็จะบอกให้เราไป Clock out เพื่อพัก Break เป็นเวลา 45 นาที
ซึ่งเราจะสามารถ Clock in กลับมาทำงานใหม่ได้อีกครั้งก็ต่อเมื่อผ่านไปแล้วอย่างน้อย 45 นาที
ช่วงเวลา Break เวลาทำงานของเราจะหยุดเดิน
ก็แล้วแต่เราเลยครับว่าจะทำอะไรใน 45 นาทีนี้
สำหรับผมมักจะไปพักทานข้าวที่โรงอาหารพนักงานซึ่งมีชื่อว่า Back Stage
ราคาอาหารใน Back Stage จะถูกกว่าใน Park แต่ยังถือว่าแพงเมื่อเทียบกับโลกภายนอก
สำหรับคุณภาพอาหาร ส่วนตัวผมคิดว่าโอเคครับ แต่บางคนก็บอกว่าแย่เมื่อเทียบกับอาหารใน Park
ทำให้เพื่อนๆ บางคนก็เตรีมข้าวใส่กล่องมากินเองที่นี่
ในช่วงเวลาที่เราใส่ Uniform ทำงานของเรา ทาง Six Flags ออกกฎให้เราไม่สามารถไปซื้อของ หรือใช้บริการสิ่งต่างๆ ใน Park ได้
ดังนั้นช่วง Break เราจึงมีอิสระไม่มาก
อย่างไรก็ตามมี Team member บางคนที่ลงทุนเอาชุดไปรเวทเข้ามาเปลี่ยน เพื่อที่จะได้เข้าไปใช้บริการใน Park ได้
ซึ่งผมเสนอไว้เป็นทางเลือกเฉยๆ นะครับ ไม่ได้สนับสนุน หรือจูงใจให้ทำ
แล้วพนักงานอย่างเรามีสิทธิพิเศษอะไรบ้าง? ![]()
1. สามารถเข้า-ออก Park ฟรีได้ตลอดเวลา ไม่มีค่าใช้จ่าย หลังจากเข้ามาใน Park แล้ว เราสามารถเล่นเครื่องเล่นทุกอย่างฟรีได้หมดครับ
2. บัตรของเราเมื่อ Scan ที่ Cashier แล้วจะได้รับส่วนลดราคา ขึ้นกับว่าเราใช้บริการอะไร ถ้าเป็นอาหารโดยมากแล้วจะลด 40% ส่วนของที่ระลึก หรือเสื้อผ้าต่างๆ ผมเคยเห็นสามารถลดได้สูงสุดถึง 60% เลยทีเดียว
Extra Working Time ![]()
เมื่อ Brake สิ้นสุดแล้ว ก็ได้เวลากลับมาทำงานต่อ
หากเป็นกรณีปกติเราก็ทำงานเรื่อยๆ ไปจนถึงเวลาเลิกตาม Schedule ของเรา
แต่ในบางครั้ง Supervisor อาจเข้ามาถามเราว่า คุณต้องการทำงานต่อไหม?
หากเราตอบตกลง “I want money !”
เราอาจได้ทำงานต่อในร้านเดิม หรือบางครั้งเราอาจถูกย้าย (Transfer) ไปช่วยร้านอื่นๆ ได้ครับ
Transfer
การ Transfer ไม่ใช่เรื่องแปลก สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในการทำงานที่ Six Flags ครับ
หากร้านที่เราทำงานอยู่ไม่มีลูกค้า (Not Busy) แต่มีร้านอืนที่ Busy หากเราโชคร้ายบางครั้งก็อาจจะถูก Transfer ไปช่วย
ที่ผมบอกว่าโชคร้าย เนื่องจากขอให้เราเตรียมใจไว้ก่อนได้เลยครับว่าเหนื่อยแน่นอน
ทำงานที่ Six Flags พูดได้เลยว่าไม่มีความซ้ำซาก และจำเจ
Theme Park Working Zone 
ช่วงเริ่มต้นทำงาน 1-2 สัปดาห์แรก ตารางงานของทุกๆ คนจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานแทบทุกวันเลย
เพื่อให้ง่าย ทาง Six Flags เค้าก็แบ่งสถานที่ทำงานเป็นโซนๆ ครับ
โซนที่ทำงานนี้จะถูกเรียกใน Theme Park เท่านั้นเอง เนื่องจากมีขนาดที่ใหญ่ สำหรับใน Water Park ไม่มีการแบ่งโซนครับ
ซึ่งโซนที่ทำงานใน Theme Park หลักๆ ประกอบไปด้วย
1. โซนน้ำพุ หรือ Liberty (Fountain or Liberty Zone) – เป็นโซนที่คนจะเยอะที่สุด และร้านปิดช้าที่สุด เพราะว่าเป็นโซนที่ติดกับประตูทางเข้า Park
ส่วนเหตุผลที่ใช้คำว่า Liberty เนื่องจากทำเลของร้านค้าที่นี่จะเรียงกันเป็นวงกลมอยู่รอบๆ น้ำพุ
ซึ่งสถานที่แนววงกลมนี้จะไปคล้ายกับเกาะวงกลมที่เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ (The Statue of Liberty) นั่นเองครับ
ผมทำงานในโซนนี้เป็นส่วนใหญ่ครับในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
หลังจากนั้นก็ประจำอยู่ที่ร้าน Liberty Pizza เป็นประจำตลอด
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมได้จำนวนชั่วโมงงานเยอะด้วย
2. โซนไนโตร (Nitro Zone) – ไนโตรเป็นหนึ่งในเครื่องเล่นที่มีชื่อเสียงมากๆ ของ Six Flags
นั่นจึงทำให้คนที่นี่เรียกร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ ในโซนนี้อย่างติดปากว่า Nitro Zone
เช่น ร้านพิซซ่าแถบนี้ก็จะเรียกว่า Nitro Pizza หรือ ร้าน Johnny Rocket Nitro ครับ
3. โซนซุ้มเกม (Broad Walk Zone) – ถ้าแปลเป็นไทยตรงๆ ก็จะแปลว่าโซนทางเดินกว้างๆ ครับ
ซึ่งที่นี่เค้าเรียกกันว่า Broad Walk แต่สำหรับคนไทยก็จะพูดติดปากว่าเป็นโซนซุ้มเกม
4. โซนไวล์ดไซด์ (Wild Side Zone) – ผมไม่มั่นใจว่าทำไมต้องเรียกว่า Wild Side Zone ครับ
แต่ผมเคยได้ยินมาว่า Cow Boy ถูกคนเรียกกันว่าเป็น Wild Gunman
เพราะฉะนั้นในโซนนี้อารมณ์จะเป็นแนวของเมือง Cow Boy ครับ
คือร้านถูกออกแบบให้เหมือนว่าสร้างด้วยไม้ และตั้งอยู่กลางทะเลทราย ตามแนวทางของลูกผู้ชายสายพเนจร… (คิดว่าน่าจะใช่นะครับ)
5. โซนเบ๊สท์ ออฟ เดอะ เวส (Best of the West Zone) – ตามชื่อเลยครับ โซนตะวันตกที่เยี่ยมที่สุด อยู่ติดกับปากทางเข้าซาฟารี (Safari)
ร้านอาหารอาจมีไม่มาก แต่ในโซนนี้เป็นที่ตั้งของร้านอาหารที่มีชื่อว่า Best of the West ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดใน Six Flags
เพื่อนของผมได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าใครได้มาทำงานที่ร้านนี้ คุณจะสามารถไปทำงานที่ร้านไหนก็ได้ใน Six Flags ได้สบาย”
ดังนั้นใครก็ตามที่ได้ทำงานที่นี่คงจะมีเรื่องเล่าให้เพื่อนๆ Roommate ได้ฟังกันยาวเลยครับ
6. โซนจัสติส ลีก (Justice League Zone) – สำหรับคนที่เป็นแฟนๆ ของ Super Hero DC คงรู้จักกันดีครับว่า Justice League เป็นชื่อของหนังที่เป็นการรวมกลุ่มของ Super Hero ของค่ายหนัง DC
อย่างไรก็ตาม Justice League ใน Six Flags เป็นชื่อเครื่องเล่นครับ
ถูกตั้งอยู่ข้างเครื่องเล่นใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Cyborg Cyber Spin ที่พึ่งจะสร้างเสร็จหมาดๆ ในช่วงที่ผมกำลังทำงานอยู่
ก่อนที่ผมจะจบงานออกไป ผมได้ยินมาว่า Six Flags กำลังจะสร้างเครื่องเล่น Wonder Woman เพิ่มขึ้นมาใหม่ในโซนนี้อีกด้วย
เชื่อว่าโซนนี้ใน Season หน้าคงพัฒนาขึ้นไปอีกมาก และมีแนวโน้มว่าจะ Busy มากกว่าในปีนี้อย่างแน่นอนครับ
[ความรู้สึกในการทำงาน] 

เกือบจะทุกวันเลยครับ ที่หลังเลิกงานแล้วผม และ Roommate จะมานั่งจับเข่าคุยกันถีงเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ไปเจอมาในแต่ละวัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกค้าหัวร้อน การสื่อสารที่ยากลำบากสำหรับสำเนียง USA หรือแม้แต่เรื่องของ Team member แย่ๆ หรือ Supervisor แย่ๆ ก็มีครับ
แน่นอนว่าชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ผมรู้สึกเหนื่อยทั้งการใช้ชีวิต และการทำงานในช่วงแรกมากๆ เลย และคิดว่าคงหาความสุขได้ยากแน่ๆ
แต่เมื่อผมเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับเริ่มดีขึ้น
ผมมีความสุขที่ได้ทำงานร่วมกับ Team member ต่างชาติ
ผมดีใจที่ Supervisor คอยช่วยเหลือผมแม้ว่าผมจะรบกวนเค้าบ่อยมากๆ ก็ตาม
ผมมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนๆ Roommate ของผม
และสุดท้ายผมก็มีความสุขกับการทำงานครับ
ในวันสุดท้ายของการทำงาน ทุกๆ คนที่ Liberty Pizza ได้ทำ Surprise ให้กับผม
โดยการนำภาพถ่ายของร้าน Liberty Pizza ปริ้นท์ลงในกระดาษ พร้อมกับร่วมกันเขียนคำอำลา และความรู้สึก
เหมือนกับ Friendship ที่เราทำกันในวันจบเรียนแหละครับ
Supervisor ของผมถึงกับร้องไห้ที่ต้องเสียผมไป แต่ท้ายที่สุดเขาก็อวยพรให้ผมโชคดี
สิ่งที่ผมอยากจะบอกกับทุกๆ คนก็คือ เราสามารถสร้างคุณค่าให้กับตัวของเราเองได้
คุณค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน การมา Work & Travel ครั้งนี้สอนให้ผมได้รู้จักสิ่งนี้อย่างแท้จริง
และผมเชื่อว่า ทุกๆ คนสามารถสร้างคุณค่าให้กับตนเองได้อย่างแน่นอนครับ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง
[สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง] 
ในหัวข้อสุดท้ายนี้ผมแถมไว้ให้สำหรับคนที่สนใจในเรื่องของ Travel นะครับ
นี่ก็จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมได้ไปมา หากมีโอกาสแนะนำให้ลองไปกันดูครับ ![]()
1. New York
2. Freehold Race Way Mall
3. Jersey Shore
4. Jersey Shore Premium Outlet
5. Jackson Premium Outlet
ยังมีที่อื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย รอให้ทุกๆ คนไปกันอยู่นะคร้าบ
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณสำหรับการอ่าน Review ของผมนะครับ
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการ Review ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ และช่วยในการตัดสินใจสำหรับการไป Work & Travel ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ
ขอให้ทุกๆ คนโชคดี และมีความสุขครับ บาย! ![]()
—————– GOOD LUCK FOR YOU
—————–
https://www.facebook.com/share/p/17Lm6V4MxV










































