HOT HIT
รีวิว Work and Travel USA 2026
📍 Lifeguard @ Wilderness Resort, Wisconsin Dells, Wisconsin
สวัสดีครับ วันนี้อยากมาแชร์ประสบการณ์ Work and Travel USA 2026 ของเรา เราไปช่วงปิดเทอม ปี 2 ขึ้นปี 3 โดยไปช่วง Spring ต่อเนื่องถึงต้น Summer กับทาง Acadex และได้ทำงานที่ Wilderness Resort & Golf Hotel เมือง Wisconsin Dells รัฐ Wisconsin ในตำแหน่ง Lifeguard
⸻
ที่พักและวันแรกที่เดินทางมาถึง
สำหรับวันแรกที่เราเดินทางมาถึงที่ทำงาน ทางโรงแรมจะให้เราไปติดต่อเรื่องที่พักที่ Front Desk ของโรงแรม ก่อน หลังจากนั้นจะพาเราไปยังที่พักพนักงาน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมเลย
ข้อดีมาก ๆ คือ ที่พักอยู่ใกล้ที่ทำงาน สามารถเดินไปทำงานได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีรถ
สำหรับห้องพักจะเป็นห้อง 4 คน มีเตียงสองชั้นฝั่งละ 1 ชุด รวมทั้งหมด 4 เตียง มีหมอนและผ้าห่มให้ รวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว แต่ละเตียงจะมีหมายเลขประจำเตียง และหมายเลขนั้นจะตรงกับ ตู้เสื้อผ้าของเรา ภายในห้องมีตู้ทั้งหมด 4 ตู้ตามจำนวนคน
ด้านหลังห้องมีพื้นที่นั่งเล่นค่อนข้างกว้าง มีเก้าอี้สำหรับทุกคน มีชั้นวางของด้านบนที่ค่อนข้างใหญ่ และมีตู้เย็น 1 ตู้
ส่วนห้องน้ำจะเป็น ห้องน้ำรวม โดยในหนึ่งชั้นจะมีห้องน้ำใหญ่ประมาณ 2 ห้อง ภายในมีที่อาบน้ำประมาณ 6 ห้อง และห้องน้ำปกติประมาณ 3 ห้อง รวมถึงมี ครัวส่วนกลาง ให้ใช้ด้วย
ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยชินกับการใช้ห้องน้ำรวม แต่พออยู่ไปสักพักกลับรู้สึกว่าสะดวกมาก เพราะมีคนเข้ามาทำความสะอาดอยู่ตลอด ทำให้ห้องน้ำค่อนข้างสะอาด
บริเวณที่พักยังมี สนามบาสเกตบอล และมีกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ที่ทางที่พักจัดขึ้นในแต่ละเดือนด้วย
⸻
รีวิวงาน Lifeguard – เริ่มงานวันแรก
วันแรกของการทำงานจะเริ่มจาก Orientation ซึ่งจะพูดถึงภาพรวมของการทำงาน กฎต่าง ๆ และรายละเอียดของแต่ละตำแหน่ง หลังจากนั้นเขาจะแจ้งตารางฝึกและตารางเรียนของสัปดาห์ถัดไป โดยช่วง Training ของเราจะใช้เวลารวมประมาณ 1 สัปดาห์
สำหรับคนที่เห็นรายได้ช่วงแรกแล้วรู้สึกว่าทำไมดูน้อย ไม่ต้องตกใจ เพราะ ช่วงสัปดาห์ Training จะยังไม่ได้เรตเต็มเหมือนตอนเริ่มทำงานจริง เนื่องจากช่วงนี้เป็นการเรียนและฝึกประมาณ 1 สัปดาห์
สำหรับ Lifeguard ในช่วง Training ตอนเช้าของแต่ละวันจะเป็น การสอบและการฝึก ส่วนช่วงบ่ายจะเป็น การเรียนในคลาส
การสอบ Lifeguard
วันแรกจะมีการทดสอบว่ายน้ำ โดยเราต้องว่ายไป-กลับรวมประมาณ 200 เมตร จากนั้นลอยตัวประมาณ 2 นาที แล้วว่ายไป-กลับอีกครั้ง
วันที่สองจะเป็นการสอบว่ายน้ำไป-กลับเหมือนกัน แต่จะเป็นการว่ายในบริเวณที่ มีคลื่นตลอดเวลา
ส่วนวันที่เหลือจะเป็นการฝึกทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับ Lifeguard
วันสุดท้ายจะเป็น การสอบใหญ่
ช่วงเช้าจะสอบการช่วยชีวิต โดยให้เพื่อนของเราเป็นผู้ประสบภัยจมน้ำ แล้วเราต้องกระโดดลงไปช่วยด้วยท่าที่เรียนมา โดยต้องเลือกวิธีช่วยให้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น ผู้ประสบภัยยังมีสติหรือหมดสติ
สำหรับน้ำลึกจะใช้ Compact Jump
ถ้าผู้ประสบภัยหมดสติและคว่ำหน้า เราจะใช้ Passive Front Rescue โดยนำ Rescue Tube เข้าไปช่วยพยุงช่วงตัวของผู้ประสบภัย จากนั้นพลิกตัวขึ้นมาเพื่อให้สามารถลอยตัวและช่วยเหลือต่อได้
ช่วงบ่ายจะเป็น ข้อสอบข้อเขียน ซึ่งเนื้อหาก็เหมือนกับสิ่งที่เราเรียนมาในคลาสเลย
⸻
หลังสอบผ่าน จะถูกแบ่งเป็น 3 ตำแหน่ง
เมื่อสอบเสร็จ ทางที่ทำงานจะประกาศว่าเราได้ Lifeguard ระดับไหน ซึ่งหลัก ๆ แบ่งออกเป็น 3 ตำแหน่ง
1. Slide Attendant — $14/ชั่วโมง
จะดูแลบริเวณสไลเดอร์เป็นหลัก ควบคุมการขึ้นและลงสไลเดอร์ของลูกค้า ตำแหน่งนี้จะไม่สามารถไปทำหน้าที่ของ Lifeguard ในตำแหน่งอื่นได้
2. Shallow Guard — $16/ชั่วโมง
สามารถดูแลได้ทั้งบริเวณน้ำตื้นและพื้นที่น้ำลึกบางส่วน แต่จะไม่สามารถทำในส่วนของ Wave Pool ได้
3. Deep Guard — $17/ชั่วโมง
เป็น Lifeguard น้ำลึก และสามารถทำได้ ทุกตำแหน่งในสวนน้ำ รวมถึง Wave Pool ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่ Deep Guard ได้ดูแลค่อนข้างบ่อย เพราะฉะนั้น ถ้าใครว่ายน้ำไม่แข็งมาก หรือสอบ Lifeguard ในระดับสูงไม่ผ่าน ก็ยังสามารถทำงานในส่วนของ Slide Attendant ได้
รายได้ของแต่ละตำแหน่งจะแตกต่างกันตามระดับความรับผิดชอบ และถ้าทำงานใน วันหยุดราชการหรือ Holiday บางวัน เรตของวันนั้นอาจขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ $24/ชั่วโมง เลย
⸻
รายได้จริงและชั่วโมงทำงานของเรา
ส่วนนี้เป็นตัวเลขจาก Paystub ของงานนี้ที่เราได้รับจริงตลอดช่วงที่ทำงาน ซึ่งเรารวมจาก Paystub ทั้งหมดที่มี
ชั่วโมงทำงานทั้งหมดประมาณ 633.91 ชั่วโมง
ในจำนวนนี้มี Overtime (OT) รวมประมาณ 74.08 ชั่วโมง
รายได้ก่อนหัก หรือ Gross Earnings รวมประมาณ $10,614.20
ส่วนเงินที่ได้รับจริงหลังจากหักภาษีและรายการหักต่าง ๆ หรือ Net Pay รวมประมาณ $7,872.41
ดังนั้นถ้าดูจาก Paystub จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วมีช่วงที่ชั่วโมงค่อนข้างเยอะ เช่น ช่วงหนึ่งเราทำประมาณ 95.27 ชั่วโมงในรอบจ่าย 2 สัปดาห์ โดยเป็นเวลาปกติ 80 ชั่วโมง และ OT อีก 15.27 ชั่วโมง รอบนั้นรายได้ก่อนหักอยู่ที่ประมาณ $1,646.40 และได้รับสุทธิประมาณ $1,200.48
ส่วน Post-Tax Deduction ที่เห็นใน Paystub จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าที่พักและรายการหักหลังภาษี โดยค่าที่พักของเราจะถูกหักจากเงินเดือนประมาณ $150 ต่อ 2 สัปดาห์ ตามรอบที่เกี่ยวข้อง
เพราะฉะนั้นตัวเลข Net Pay ที่เห็นคือเงินที่เหลือหลังจากมีการหักภาษีและรายการต่าง ๆ แล้ว
ช่วง Spring ชั่วโมงอาจจะไม่ได้เยอะเท่าช่วง Summer เพราะจำนวนลูกค้าน้อยกว่า แต่พอเริ่มเข้า Summer ชั่วโมงงานจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะ
⸻
การทำงานจริงในสวนน้ำ
ที่ Wilderness จะมีสวนน้ำ Indoor 3 ส่วน และ Outdoor 3 ส่วน ถ้าไปช่วง Spring แบบเรา อากาศจะยังค่อนข้างหนาว ทำให้ช่วงแรกได้ทำงานใน Indoor เป็นส่วนใหญ่ ส่วน Outdoor จะเริ่มเปิดมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วง Summer
ช่วงแรก ๆ ไม่ว่าจะได้ตำแหน่งไหน ส่วนใหญ่ก็จะได้เริ่มจากการทำงานบริเวณสไลเดอร์ก่อน เพื่อปูพื้นฐานในการทำงาน
หน้าที่หลักคือปล่อยลูกค้าลงสไลเดอร์ โดยในแต่ละจุดเราจะอยู่ประมาณ 45 นาที แล้วจึงหมุนเวียนไปยัง Spot อื่นเรื่อย ๆ จนถึงเวลาพัก หลังพักก็จะกลับมาเริ่มวนจากจุดแรกอีกครั้ง แต่ละสวนน้ำอาจมีรูปแบบการ Rotation แตกต่างกัน
กฎหลักที่เราควรจำคือ หลังพักควรกลับไปถึงจุดแรกก่อนประมาณ 5 นาทีเสมอ
⸻
การทำงานตามสไลเดอร์ต่าง ๆ
แต่ละสไลเดอร์จะมีวิธีทำงานไม่เหมือนกัน แต่หลัก ๆ สิ่งที่เราต้องทำคือดูแลให้ลูกค้าเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบและปฏิบัติตามกฎ เมื่อถึงคิว เราจะให้ลูกค้าชั่งน้ำหนักก่อน ถ้าผ่านเกณฑ์จึงพาไปยังจุดรอลงสไลเดอร์
ตรงจุดรอนี่เราสามารถพูดคุยเล่นกับลูกค้าได้ ส่วนตัวเรารู้สึกว่าลูกค้าที่นี่ชวนคุยเยอะมาก เพราะคนที่นั่นค่อนข้างพูดเก่งและ Friendly ทำให้เราได้ฝึกภาษาอังกฤษไปในตัวด้วย
ส่วนที่ค่อนข้างยากในช่วงแรกคือ สไลเดอร์ที่ใช้ห่วงยาง
เราต้องให้ลูกค้าลงไปอยู่ในห่วงยาง จากนั้นใช้ขาของเรากั้นห่วงไว้เพื่อรอสัญญาณ เมื่อได้รับสัญญาณแล้วจึงเอาขาออก และห่วงยางก็จะไหลลงไปตามสไลเดอร์
ส่วนใหญ่จะต้องใช้ขากั้น ช่วงแรก ๆ อาจจะเจ็บขาหน่อย แต่พอทำไปเรื่อย ๆ แล้วรู้จุดและรู้วิธี ก็จะไม่ค่อยเจ็บ ต้องใช้เวลาปรับตัวนิดหนึ่ง
อีกสิ่งที่เรารู้สึกว่าขาดไม่ได้คือ วาสลีน
ช่วงหน้าหนาวผิวแตกง่ายมาก และน้ำที่สวนน้ำก็มีคลอรีนด้วย แนะนำให้พกไว้เลย
⸻
อาหารระหว่างทำงาน
ตอนพักสามารถซื้ออาหารในโรงแรมหรือสวนน้ำได้ โดยพนักงานจะมี ส่วนลดประมาณ 40% หรือถ้าอยากประหยัดกว่านั้นก็สามารถทำอาหารหรือห่ออาหารจากที่พักมากินเองได้ ส่วนตัวถ้าทำอาหารมาเองก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะพอสมควร
⸻
พอเริ่มทำ Lifeguard จริง
เมื่อเราทำงานไปสักพัก ก็จะได้เริ่มทำหน้าที่ Lifeguard มากขึ้น
ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณด้านล่างหรือทางออกของสไลเดอร์ เพื่อดูแลความปลอดภัยของลูกค้า เช่น ดูว่าลูกค้าลงมาจากสไลเดอร์อย่างปลอดภัยหรือไม่ มีการพลิกคว่ำหรือเกิดปัญหาอะไรหรือเปล่า อีกอย่างที่สนุกมากคือ ก่อนเริ่มงาน หรือเมื่อเครื่องเล่นมีปัญหา เราจะต้องขึ้นไป Test เครื่องเล่นด้วยตัวเอง
อันนี้ส่วนตัวเราชอบมาก เพราะเหมือนได้เล่นเครื่องเล่นไปด้วย ![]()
⸻
การสื่อสารระหว่างทำงาน
ระหว่างทำงาน การสื่อสารกันตามจุดต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะใช้ นกหวีด ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการเรียกเพื่อนที่อยู่จุดข้าง ๆ หรือเรียกหัวหน้ามาเมื่อเกิดปัญหา จะใช้การเป่านกหวีด 2 ครั้งสั้น ๆ และดัง ๆ ส่วนกรณีที่ต้องการเตือนหรือเรียกลูกค้าที่ทำผิดกฎของสระ จะเป่า 1 ครั้งสั้น ๆ เพราะฉะนั้นการจำสัญญาณนกหวีดถือว่าสำคัญมากสำหรับงานนี้
⸻
Audit – กิจกรรมที่เราชอบมาก
อีกกิจกรรมหนึ่งของตำแหน่ง Lifeguard ที่เราชอบคือการทำ Audit จะเป็นการตอบคำถามกับ Supervisor เพื่อทบทวนสิ่งที่เรียนมา รวมถึงวิธีปฏิบัติตัวในสถานการณ์ต่าง ๆ แต่ละครั้งประมาณ 1–3 คำถาม บางครั้ง Supervisor จะเรียกเราไปทำเอง หรือเราสามารถเดินไปขอทำ Audit ได้เหมือนกัน
สิ่งที่ได้คือ คะแนน Audit ยิ่งสะสมได้เยอะก็จะสามารถแลกรางวัลต่าง ๆ ได้ เช่น สีนกหวีดแบบต่าง ๆ คูปองอาหารฟรี และเสื้อผ้าของที่ทำงาน ทำให้รู้สึกเหมือนมีอะไรให้สะสมและมีเป้าหมายระหว่างทำงาน สนุกดี
⸻
Spring vs Summer
สำหรับคนที่สามารถอยู่ทำงานได้ยาวจนถึง Summer ชั่วโมงทำงานจะเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะ เพราะ Outdoor Waterpark เปิดมากขึ้นและมีลูกค้าเยอะขึ้น นอกจากนี้บริเวณ Outdoor ยังมีร้านอาหารอร่อย ๆ เยอะด้วย
ถ้ามาช่วง Spring แบบเรา ข้อดีคืออากาศไม่ร้อนมากและส่วนใหญ่ได้ทำ Indoor แต่ข้อเสียคือ ชั่วโมงงานและรายได้อาจไม่เยอะเท่าช่วง Summer ส่วน Summer ชั่วโมงเยอะกว่าและมีโอกาสทำเงินได้มากกว่า แต่ก็ต้องแลกมากับอากาศและแดดที่ร้อนกว่า
⸻
ตารางงานและวันหยุด
ตารางงานจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ประมาณ ทุก 2 สัปดาห์ และสวนน้ำที่เราได้ไปทำก็สามารถเปลี่ยนได้ทุกวัน โดยทั่วไปจะมีวันหยุดประมาณ 1–3 วัน แล้วแต่ตารางในช่วงนั้น
ชั่วโมงการทำงานโดยรวมสำหรับเราถือว่าค่อนข้างเยอะ โดยตลอดงานนี้เราทำไปประมาณ 633.91 ชั่วโมง และมี OT ประมาณ 74.08 ชั่วโมง อีกข้อดีมาก ๆ คือ วันหยุดเราสามารถเข้าเล่นสวนน้ำได้ฟรี และยังสามารถชวนเพื่อนจากข้างนอกมาเล่นฟรีได้เหมือนกัน ถือว่าเป็น Benefit ที่ดีมากสำหรับพนักงาน
⸻
สังคมและเพื่อนร่วมงาน
สำหรับสังคมในสวนน้ำ ส่วนตัวเรารู้สึกว่าดีมาก ทุกคนเป็นกันเองและค่อนข้าง Friendly เพื่อนร่วมงานหลายคนพูด ภาษาสเปน ทำให้เราได้เรียนภาษาสเปนไปด้วย เพราะเพื่อน ๆ ชอบสอนคำต่าง ๆ ให้ ส่วนหัวหน้างานก็เป็นกันเองมาก มีปัญหาอะไรสามารถเข้าไปถามหรือปรึกษาได้ ส่วนตัวเราชอบบรรยากาศการทำงานที่นี่มาก
⸻
รีวิวเมือง Wisconsin Dells
สำหรับเมือง Wisconsin Dells ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างสงบ มองไปทางไหนก็มีธรรมชาติ ต้นไม้ สนามหญ้า และวิวต่าง ๆ สวยมาก
เรารู้สึกว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างปลอดภัยและเหมาะกับการมา Work and Travel มาก
แต่เรื่องหนึ่งที่ต้องเตรียมตัวคือ สภาพอากาศค่อนข้างสวิง โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ถ้ามาช่วง Spring อาจต้องใช้เวลาปรับตัวหน่อย เพราะอุณหภูมิสามารถเปลี่ยนค่อนข้างเร็ว
⸻
สิทธิพิเศษสำหรับพนักงานใน Wisconsin Dells
อีกอย่างที่เราชอบมากคือสิทธิพิเศษของพนักงานในเมือง สามารถไปสมัครที่ Downtown โดยจ่ายประมาณ $15 เพื่อรับ Dells Card ซึ่งส่วนตัวเรารู้สึกว่าคุ้มมาก เพราะสามารถใช้เข้าเล่นกิจกรรมหลายอย่างได้ฟรีหรือได้รับส่วนลด เช่น Go-Kart, สนาม Golf, Bowling, Jet Boat รวมถึงส่วนลดจากร้านค้าต่าง ๆ อีกเยอะมาก
ใครมาอยู่เมืองนี้แนะนำให้ลองไปทำไว้ เพราะถ้ามีวันหยุดแล้วอยากออกไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ใช้ได้คุ้มมาก
⸻
รีวิว Acadex
สำหรับ Acadex ส่วนตัวเราประทับใจมาก พี่ ๆ ตอบไวมาก ทักไปตอนไหนก็ได้รับคำตอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทาง เอกสาร หรือเรื่องต่าง ๆ ที่เราสงสัย ก่อนถึงวันเดินทาง พี่ ๆ จะส่งรายละเอียดและคำแนะนำมาให้ตลอด ทำให้เรารู้สึกว่าข้อมูลค่อนข้างละเอียดและช่วยให้เตรียมตัวได้ง่ายขึ้นมาก
แม้แต่ตอนที่เราเดินทางไปถึงอเมริกาแล้ว ก็ยังมี ตัวแทนของพี่ ๆ แวะมาหา และพาเราไปซื้อของด้วย เวลามีปัญหาหรือมีเรื่องสงสัยก็สามารถติดต่อได้ง่ายและสะดวก ส่วนตัวเรารู้สึกดีมากกับการดูแลของ Acadex และ ถ้ามีโอกาสไป Work and Travel อีกครั้ง เราก็จะเลือกไปกับ Agency เดิม ![]()
⸻
สรุปประสบการณ์ Work and Travel
โดยรวมเรารู้สึกว่า Work and Travel ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก
เราไม่ได้แค่ไปทำงานและได้เงิน แต่ได้ลองใช้ชีวิตด้วยตัวเองในต่างประเทศ ได้ฝึกภาษาอังกฤษจากการพูดกับลูกค้าและเพื่อนร่วมงานทุกวัน ได้ภาษาสเปนจากเพื่อนเพิ่มมานิดหน่อย
ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้ลองทำงานจริงในสภาพแวดล้อมของอเมริกา และได้เที่ยวในวันหยุดด้วย
สำหรับงาน Lifeguard ที่ Wilderness ส่วนตัวเราชอบมาก ถึงช่วงแรกจะต้องเรียน ต้องสอบ และต้องปรับตัวกับหลายอย่าง แต่พอผ่าน Training และเริ่มทำงานจริงแล้วสนุกมาก
ตลอดระยะเวลาที่ทำงาน จาก Paystub ของงานนี้ทั้งหมด เราทำงานรวมประมาณ 633.91 ชั่วโมง เป็น OT ประมาณ 74.08 ชั่วโมง มีรายได้ก่อนหักรวมประมาณ $10,614.20 และได้รับสุทธิรวมประมาณ $7,872.41 ซึ่งเป็นตัวเลขจากงานนี้งานเดียว
สำหรับเรา ช่วง Spring ถือว่าดีมาก อากาศไม่ร้อนเกินไป ทำงาน Indoor เยอะ แต่ถ้าใครเน้นเรื่อง ชั่วโมงและรายได้ และสามารถอยู่ถึงช่วง Summer ได้ ก็มีโอกาสได้ชั่วโมงเพิ่มขึ้นเยอะกว่า เพราะลูกค้าเยอะและ Outdoor เปิดเต็มมากขึ้น
สุดท้ายถ้าใครกำลังลังเลว่าจะลอง Work and Travel ดีไหม สำหรับเรามันเป็นประสบการณ์ที่ได้ทั้ง งาน เงิน ภาษา เพื่อน การใช้ชีวิต และการเที่ยว ในทริปเดียวกัน และเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่เรารู้สึกว่าคุ้มมาก ๆ ![]()
![]()
https://www.facebook.com/share/p/19CkULPPfG/?mibextid=wwXIfr















Wisconsin Dells, Wisconsin